2007/Feb/25

ไม่ได้อัพมาเป็นชาติและ กลับมาอัพอีกดีกว่า 55

ประวัติ Kenny G

 

พูดถึง Kenny Gแล้ว อาจจะเป็นได้ทั้งศิลปินที่คนฟังเพลง ทั้งรัก ทั้งชัง , นักแซกโซโฟนที่มีความสามารถ และประสบความสำเร็จสูงอีกคนหนึ่ง,
นักดนตรีที่ขายวิญญาณให้กับวงการเพลงป๊อบ , ไม่ใช่ศิลปินของแท้ หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายในแง่บวกหรือแง่ลบก็ตามแต่ แต่ก็นับว่าเป็นมือแซกโซโฟนที่มีความสามารถสูงและงานชุกอีกคนนึง ไม่ว่าจะเป็นในแนวป๊อบ แจ๊ส Adult Contemporary เขาก็ทำได้หมด แต่อาจจะเป็นเพราะนโยบายของค่ายเทปที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งเน้นเพลงตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้นักฟังเพลงที่ชอบเสพเพลงเจ๋งๆหรือนักวิจารณ์ไม่ค่อยจะชื่นชอบเท่าไหร่ แต่นั่นก็ทำให้เพลงของเขาฟังง่ายขึ้น จุดเด่นของเขาคือ เทคนิคการเป่าที่มีสไตล์เฉพาะตัว ฟังง่าย เข้าถึงง่าย จึงทำให้อัลบั้มทุกชุดของเขาไม่มีชุดไหนเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพลงของเขามักจะถูกใช้บ่อยมากในการทำโฆษณาต่าง ๆหรือแม้กระทั่งเดินห้าง


แต่ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่ผลงานของเขาในปัจจุบันออกจะเป็นแนว เอาเพลงคนอื่นมาArrange หรือ Coverใหม่เป็นส่วนใหญ่

 

 

 

Kenny G หรือ Kenneth Gorelick เกิดในปี1956 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ในเมือง Seattle , รัฐ Washington เริ่มสนใจในการเป่าแซกโซโฟนเป็นครั้งแรกเมื่อได้ดูรายการ Ed Sullivan Show และประทับใจในการเป่าแซกโซโฟนของคนที่อยู่ในรายการนั้น


หลังจากนั้นเขาก็ได้แซกโซโฟนตัวแรกในชีวิตจากแม่ของเขาเอง และได้ฝึกเป่าแซกอย่างจริงๆจัง โดยเพลงที่เขาฝึกฝนส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงของ Grover Washington Jr. ซึ่งแน่นอนว่า การเป่าแซกของเขาก็ได้รับอิทธิพลจาก Grover เป็นส่วนใหญ่ แต่ภายหลังก็ผสมผสานกับการเป่าในลักษณะเฉพาะตัวของเขาเอง

JEFF LORBER FUSION (คนกลางคือ Jeff Lorber ครับ)

 

Kenny G เริ่มเข้าสู่วงการเพลง และ ใช้ชื่อ Kenny G เป็นครั้งแรกในปี 1976 โดยรับหน้าที่เป็นนักแซกโซโฟนโซโลให้กับวง Barry White's Love Unlimited Orchestra แล้วก็เป่าให้กับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย จนจบการศึกษาจากมหาลัยวอชิงตัน ก็ได้ไปเป่าแซกโซโฟนให้กับวง
Jeff Lorber Fusion และได้เซ็นสัญญากับค่ายArista ในปี1982 ปีเดียวกันเองเขาก็ได้ทำอัลบั้มชุดแรกในชีวิตของเขาเอง ในชื่อชุดว่า "Kenny G" โดยมี Jeff Lorber เป็น Producerให้

บนซ้าย : Kenny G '82 บนขวา : G Force '83

ล่าง : Gravity '85

 

หลังจากนั้น ชุดที่2 ในปี 1983 "G Force" และชุดที่3 "Gravity" ในปี 1985 ที่เขาProducedงานเองก็ออกวางตลาด 3อัลบั้มแรกนั้นยังไม่ถือว่าเปรี้ยงปร้างอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าสร้างฐานคนฟังได้ดีทีเดียว (ปัจจุบัน3ชุดเป็นชุดที่หายากมากๆ ถ้าอยากลองฟังผลงานช่วงแรกๆของKenny G ก็อาจจะต้องโหลดมาฟังสถานเดียวถ้าไม่ได้ซื้อผ่านเน็ตนะ เพราะในเมืองไทยคงไม่มีขายแน่ๆ อยากบอกว่าชุดแรกๆของพี่แกก่อน Duotones กับปัจจุบันสไตล์เพลงต่างกันมาก)

 

แต่พอมาถึงอัลบั้มชุดที่4 "Duotones" ในปี1986 แค่เพลง Songbird ก็ทำให้ Kenny G ดังเปรี้ยงปร้างอย่างงดงามเลยทีเดียว หลังจากนั้น Kenny G ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินคนโน้นคนนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Aretha Franklin , Natalie Cole , Whitney Houston , Rippingtons และอื่นๆอีกเยอะ

และยังมีผลงานเดี่ยวอีกในปี 1988 คือ "Silhouette"

และอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จของเขามากที่สุดในปี1992 อย่าง "Breathless" ซึ่งขายได้กว่า 8 ล้านแผ่นในอเมริกา นั่นทำให้ในปี1992 Kenny G ทำยอดขายรวมไป 30ล้านแผ่นเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเพลงของเขาก็เริ่มกลายเป็นเพลงธุรกิจเอาใจตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นศิลปินที่มีทั้งคนรัก และคนชังไปในเวลาเดียวกัน

 

ในปี1994 Kenny G ออกผลงานพิเศษรวมเพลงคริสต์มาส วันหยุดต่างๆ อย่าง "Miracles: The Holiday Album" และผลงานใหม่ในปี1996 อย่าง "The Moment" ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปี1998 ก็มีเพลง My Heart Will Go On ที่เป็นเวอร์ชั่นของเขาเองอีกด้วย

 

ในปี1998 Kenny G ทำอัลบั้มCover แนวJazz Standards ที่มีชื่อว่า "Classics In The Key Of G" แต่ในการทำอัลบั้มชุดนี้ Kenny G ถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างมากในการเอาเพลง What A Wonderful World ฉบับดั้งเดิมของ Louis Armstrongมา เเล้วอัดเสียงแซกของ Kenny G ทับลงไปในเพลงนั้น โดยเฉพาะ Pat Metheny มือกีต้าร์แจ๊สชื่อดังอีกคนหนึ่ง วิจารณ์ในการกระทำของ Kenny G ว่า "เป็นการดูหมิ่น Louis Armstrong อย่างมาก " แล้วยังมีคนที่ทำเพลงล้อเลียน Kenny G อีกมากมาย เช่น Richard Thompson , Mos Def แต่อย่างไรก็ตาม อัลบั้มชุดนี้ก็ขายดี

 

"Faith: A Holiday Album" ในปี 1999 เป็นอีกอัลบั้มผลงานพิเศษรวมเพลงคริสต์มาส วันหยุดต่างๆ ของKenny G และอีกชุดในทำนองเดียวกันอย่าง "Wishes: A Holiday Album" ในปี2002 ปีเดียวกันนี้เองที่Kenny G ทำอัลบั้มใหม่ของเขาจริงๆ ออกวางตลาดหลังจากทำอัลบั้มพิเศษมานานอย่าง "Paradise"

 

แต่หลังจากนั้นพี่แกก็ไปทำเพลงประเภทเอาของเก่าชาวบ้านเขามาทำใหม่ อย่าง "At Last...The Duets Album" ในปี2004 และล่าสุดในปี2006 กับ "I'm in the Mood for Love...The Most Romantic Melodies of All Time" ที่เอาเพลงเก่าของคนอื่นมาทำใหม่ เช่น You're Beautiful ของ James Blunt เป็นต้น

 

ปัจจุบัน Kenny G ยังคงออกทัวร์อยู่สม่ำเสมอ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาได้ร่วมงานกับศิลปินหลายเจ้าหลายคนมากมายเลยทีเดียว ในปี2003 Kenny G ทำยอดขายรวมตั้งแต่เริ่มเข้าวงการจนกระทั่งปี2003ได้ถึง 48 ล้านแผ่น ในอเมริกา

 

ผลงานชุดล่าสุดของ Kenny G มีชื่อว่า Rhythm & Romanc

 

เกร็ดที่น่าสนใจ :
นอกจากเป็นศิลปินแล้ว เขายังเป็นนักกอล์ฟที่เก่งมากในหมู่ศิลปินด้วยกัน ปัจจุบันเขาติดอันดับ1ในหมู่นักกอล์ฟที่เป็นศิลปินด้วยกัน โดยเบียด Vince Gill ไป

 

DISCOGRAPHY

STUDIO ALBUM:
Kenny G (1982)
G Force (1983)
Gravity (1985)
Duotones (1986)
Silhouette (1988)
Breathless (1992)
The Moment (1996)
Paradise (2002)

HOLIDAY ALBUMS:
Miracles: The Holiday Album (1994)
Faith: A Holiday Album (1999)
Wishes: A Holiday Album (2002)

LIVE ALBUMS:
Kenny G Live (1989)
Best (2006)

GREATEST HITS ALBUMS:
The Very Best of Kenny G (1994)
Kenny G - Greatest Hits (1997)
Ultimate Kenny G (2003)
The Greatest Holiday Classics (2005)
The Essential Kenny G (2006)

COMPILATION ALBUMS:
The Collection (1993)
Montage (1993)
In America (2001) ไม่มีขายในไทย
The Romance of Kenny G (2004) ไม่มีขายในไทย
The Holiday Collection (2006)ไม่มีขายในไทย

COVER ALBUMS:
Classics In The Key Of G (1999)
At Last...The Duets Album (2004)
I'm in the Mood for Love...The Most Romantic Melodies of All Time (2006)

EP :
Six of Hearts (1997) (จริงๆมันก็คือรวมฮิตดีๆนี่แหละครับ แต่แค่6เพลงเท่านั้น ไม่มีขายในไทยครับ)

2006/Aug/04

ในช่วงต้นยุคๆ80 วงการเพลงในอเมริกาได้มีศิลปินคนหนึ่งที่แจ้งเกิดขึ้นมาในวงการเพลงได้อย่างสง่าผ่าเผย เขาคนนั้นมีชื่อว่า Christopher Cross ศิลปินPop/Rockมากความสามารถคนนี้สามารถแจ้งเกิดได้อย่างงดงามกับอัลบั้มชุดแรกของเขา และถึงแม้ว่าหลังจากนั้นความนิยมของเขาจะเสื่อมถอยลงไปอย่างมากในกลางยุค80 เขาก็ยังมีผลงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่บ้าง และยังคงออกทัวร์อยู่อย่างสม่ำเสมอ

Christopher Cross เกิดเมื่อปี คศ.1951 เดือนพฤษภาที่3 ที่San Antonio , Texas เมื่อโตขึ้นก็ได้ไปเป็นมือกีต้าร์เบื้องหลังตามที่ต่างๆในอเมริกา และเป็นมือกีต้าร์ให้กับวงFlash จนกระทั่งปลายปี1979 เขาอายุได้28ปี ก็ได้เซ็นสัญญากับค่าย Warner Brothers และทำอัลบั้มชุดแรกในชื่อ Christopher Cross ในปี1980 อัลบั้มชุดนี้ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตของเขา(ทั้งยอดขายและคำวิจารณ์)เลยล่ะ เพราะมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง Sailing และอย่าง Ride Like The Wind Never Be The Same และ Say You'll Be Mine และในปี1981เขาและอัลบั้มชุดนี้ก็ได้รางวัลแกรมมี่ไปถึงห้าตัวเลยทีเดียว (โดยเฉพาะรางวัลศิลปินหน้าใหม่ ,"Album of the year" และเพลงSailing ที่ได้รางวัล " Song of the year" )

ต่อมา Christopher Crossก็ทำเพลง "Arthur's Theme (Best That You Can Do) ที่ประกอบหนังตลกเรื่อง Arthur (นำแสดงโดยDudley Moore และ Liza Minelli) โดยเพลงนี้เขาได้เขียนเพลงคู่กับนักแต่งเพลงในตำนานอย่าง Burt Bacharach ,Carole Bayer Sager และ Peter Allen และเพลงนี้ก็เป็นเพลงสุดท้ายที่ขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกา (เพลงแรกคือSailing) และเพลงนี้ก็ได้รางวัล Academy Award ตัวหนังก็ประสบความสำเร็จ

Christopher Cross กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มชุดที่2 Another Page ในปี1983 ด้วยแนวเพลงที่ไม่ต่างจากชุดแรกเท่าไหร่ แต่ก้ยังรักษาระดับมาตรฐานเอาไว้ได้ อัลบั้มชุดนี้มีเพลงฮิตอย่าง All Right , No Time For Talk และ Think of laura (ที่Christopher Cross เขียนให้กับเพื่อนสาวของเขาที่ถูกกระสุนลูกหลงยิงเสียชีวิต) อัลบั้มชุดนี้ทำยอดขายได้ไม่ดีเท่ากับชุดก่อน และหลังจากนั้นเส้นทางในวงการเพลงของเขาก็ "Never Be The Same" สมชื่อเพลง เพราะ................

แม้ว่าChristopher Cross จะเป็นนักร้อง/นักดนตรี/นักแต่งเพลงที่มากฝีมือก็จริง แต่การที่เขาไม่เปลี่ยนแนวเพลงของเขาเลย และการทำเพลงที่ยังคงย่ำอยู่กับที่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเสียงร้องของChristopher Crossที่มีอยู่โทนเดียวก็ไม่อาจจะทำให้เขาร้องเพลงได้หลากหลายโทนมากนัก (ยกตัวอย่างศิลปินที่มีเสียงร้องแบบนี้ในปัจจุบันก็คงจะเป็นประมาณ Dido ) ในขณะที่ศิลปินแนวเพลงเดียวกับเขาอย่าง Michael Mcdonald , Kenny Loggins หรือคนอื่นๆ จะมีความยืดหยุ่นในแนวเพลงมากกว่า จุดนี้จึงทำให้หลังจากชุดAnother Page แล้ว ความนิยมของChristopher Crossจึงเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว (แต่ต้องยอมรับว่าเสียงร้องของเขาในช่วงแรกๆถือว่าเป็นของแปลกใหม่และน่าสนใจมากในช่วงนั้น)

ในชุดที่3 Every Turn In The World ในปี1985 และชุดที่สี่ Back Of My Mind ในปี1988 ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายและคำวิจารณ์เอาเสียเลย (ยกเว้นในญี่ปุ่นที่ขายได้พอสมควร) เนื่องจากเเนวเพลงไม่เปลี่ยนไปจากอัลบั้มสองชุดแรก สุดท้าย Christopher Crossก็ถูกปลดออกจากค่าย Warner Brothers หลังจากอัลบั้มชุดที่สี่ นับว่าเป็นการปิดท้ายชีวิตในวงการเพลงในช่วงยุค80 และอายุย่างเข้าสู่หลักสี่อย่างไม่สวยงามเท่าไหร่

Christopher Cross หลังจากนั้นก็ไปเล่นดนตรีให้กับคนอื่นๆหรือทำงานเบื้องหลังบ้างเป็นครั้งคราว จนกระทั่งปี1992 Christopher Cross กลับมากับอัลบั้มชุดที่5 Rendezvous โดยสังกัดค่ายอิสระ ชุดนี้ประสบความสำเร็จพอสมควรในญี่ปุ่น แต่ในอเมริกาก็ไม่ดังเท่าไหร่นัก แต่เพลง In The Blink of an eye ในชุดนี้กลายเป็นเพลงฮิตในเยอรมันช่วงนั้นอีกด้วย (ชุดนี้นักวิจารณ์ส่วนใหญ่กล่าวว่า Christopher Cross สามารถปรับตัวเข้ากับแนวเพลงในช่วงนั้นได้มากกว่าชุดก่อนๆที่จะเป็นแนวเดิมๆตลอด) แต่อัลบั้มชุดต่อๆมาอย่างWindow ในปี1994 และ Walking In Avalon ในปี1998 ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลข้างต้นในช่วงกลางๆยุค80 และอัลบั้มชุดล่าสุดของเขาก็คือ Red Room ที่เป็นอัลบั้มแบบ Live In Studio ในปี2000

ปัจจุบัน Christopher Cross ยังคงออกทัวร์อยู่เป็นสม่ำเสมอในอเมริกา และได้ยินว่าอาจจะทำอัลบั้มชุดใหม่ในปลายปีนี้ ส่วนด้านเบื้องหลัง Christopher Cross ก็ยังคงมีงานอยู่เป็นระยะๆ (ผลงานที่น่าจะคุ้นหูมากที่สุดก็คงจะเป็นเพลง She's in love ของ Peter White ที่Christopher Crossรับหน้าที่ร้องนำ)

เพลงที่แนะนำ :Sailing , Ride Like The wind , Arthur's Theme , All Right , Think of Laura , Loving Strangers (เพลงประกอบหนัง Nothing in common) , I Will Take You Forever (จากชุด Back of my mind) , Swept Away , In The Blink Of An Eye , The Best Christmas , She's In Love (ของPeter White ที่Christopher Crossร่วมงาน)

เกร็ดต่างๆ :
-เพลง Think of laura ช่วงแรกๆคนจะเข้าใจผิดนึกว่า Christopher Cross ได้ไอเดียมาจากตัวละครที่ชื่อ Laura ในซีรี่ส์ General Hospital รายการละครซีรี่ส์น้ำเน่าที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในช่วงนั้น แต่ที่จริง Christopher Cross แต่งเพลงนี้ให้เพื่อนสาวของเขาที่ถูกยิงเสียชีวิต (ไม่ใช่แฟนนะครับ )
-อัลบั้มสี่ชุดแรกของChristopher Cross จะProducedโดย Michael Omartian แต่ชุดหลังๆต่อมา Christopher CrossจะProducedร่วมกับคนอื่นๆแทน ส่วนในการแต่งเพลง สองชุดแรก Christopher Cross จะแต่งเองทั้งหมด ชุดต่อมาChristopher Crossไม่ได้เเต่งเพลงคนเดียวทุกเพลงเหมือนก่อน เพราะจะมีคนอื่นๆมาช่วยแต่งเพลงให้ด้วย
-สัญลักษณ์ของChristopher Crossที่ทุกคนจะคุ้นตากันดี คือ นกกระสา (ทุกอัลบั้มต้องมีนกกระสาอยู่ในหน้าปกอัลบั้ม)
-Richard Marx เคยเป็น1ในนักร้องประสานเสียงให้กับ Christopher Cross ในชุด Every Turn In The Worldด้วย (ช่วงนั้นพี่Richard แกยังไม่ได้ออกอัลบั้มนะ)
-นอกจากเพลง Arthur's Theme (Best That You Can Do) ที่เขาทำงานร่วมกับ Burt Bacharach และ Carole Bayer Sager แล้ว ยังมีเพลง A Chance For Heaven ที่เป็นเพลงประกอบโอลิมปิกในปี1984 ที่Christopher Cross ร่วมงานกับทั้งคู่
-Michael Mcdonald ร้องประสานเสียงให้กับ Christopher Cross ในเพลง Ride Like The Wind ในชุดแรก , All Right ในชุดที่สอง และเพลงSomeday ในชุดที่สี่ Back on My Mind
-เพลง Nature Way ในชุด Window เป็นเพลงแรกในอัลบั้มและเพลงเดียวในตลอดการทำงานในอัลบั้มของChristopher Cross ที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการเขียนเพลงเลย
-ชุด Rendezvous เป็นชุดสุดท้ายที่ Jeff Porcaro (มือกลองวงToto) ตีกลองให้กับเขา เนื่องจากหลังจากนั้น Jeff Porcaro ก็ได้เสียชีวิตลง
-Madison Cross ลูกสาวของ Christopher Cross ปัจจุบันเป็นนักร้องเจริญตามรอยพ่อ
-ในงาน Blockbuster Awards ครั้งที่สี่ ในปี1999 Christopher Crossร้องเพลง Sailing คู่กับ N'Sync (ใช่ คุณฟังไม่ผิดหรอก บอยแบนด์ที่Justin Timberlakeเป็นนักร้องนำเนี่ยแหละ)

ข้อมูลทุกชิ้นค้นคว้ามาจาก allmusic.com,wikipedia,Liner Notes ในอัลบั้มรวมฮิตของChristopher Cross,จากประสบการณ์ที่ผมได้ฟังเพลงของเขา ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ

Christopher Cross ในปัจจุบัน

2006/May/10

ในวงการเพลงยุค80 ในอเมริกานั้น James Ingram ถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินแนว Soul/R&B ที่มีจุดเด่นทางด้านพลังเสียงร้องที่ไพเราะและทรงพลัง และก็ถือว่าเป้นนักร้อง/นักแต่งเพลงที่มีฝีมือมากอีกคนนึง และเป็นศิลปินที่มีผลงานเด่นๆในด้านทำเพลงร่วมกับคนอื่นๆเช่น Michael Mcdonald,Patti Austin,Anita Baker,Quincy Jones และอีกมากมาย และถึงแม้ว่างานเดี่ยวของเขาจะประสบความสำเร็จไม่เท่างานที่ทำงานร่วมกับคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ไม่ความหมายงานเดี่ยวของเขาจะไม่ดี ตรงกันข้ามงานเดี่ยวของเขาถือว่ามีความไพเราะและมีความซึ้งมากๆเลยทีเดียว คนไทยส่วนใหญ่อาจจะรู้จักเขาแค่เพลง Just Once ที่เป็นเพลงที่ดังที่สุดของเขาแล้วเท่านั้น ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับเขาหน่อยดีมั้ยครับ

James Ingram เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภา ปี1956 ที่Akron,Ohio เครื่องดนตรีที่เล่นได้ก็มี เปียโน,กีต้าร์,เบส,กลอง และซินธิไซเซอร์ (กล่าวว่าเขาเรียนรู้การเล่นด้วยตนเอง) เขาเริ่มเข้าสู่วงการเพลงประมาณยุค70 โดยเป็นสมาชิกวงดนตรีที่มีชื่อว่า Revelation Funk เมื่อเวลาไม่นานวงนี้ยุบไป James Ingramก็ยังไม่มีผลงานอะไรใหม่ๆ แต่ก็เป็นนักร้องBackupให้กับวงอื่นๆบ้าง

แต่ในยุค1980 James Ingram แจ้งเกิดได้ด้วยการชักนำของ Cynthia Weil และ Barry Mann ที่เป็นคู่นักแต่งเพลงที่ฝีมือมากคนนึง ทั้งคู่ได้พาJames Ingramมาหา Quincy Jones ศิลปินเพลงแจ๊ส/โปรดิวเซอร์/นักแต่งเพลงระดับตำนาน (ที่ต่อมาProducedงานให้ Michael Jackson ดังระเบิดกับอัลบั้มชุด Thriller ชุดนี้James Ingram มีส่วนในการแต่งเพลง P.Y.T. กับQuincy Jonesด้วยละครับ ) ในช่วงนั้นQuincy Jonesกำลังทำอัลบั้มชุดใหม่ของตัวเองที่มีชื่อว่า The Dude อยู่ และเมื่อJames Ingramลองออดิชั่นกับQuincy Jones Quincy Jonesก็ประทับใจในน้ำเสียงที่ทรงพลังของJames Ingramอย่างมาก จึงทำให้James Ingram ได้ร้องเพลงในอัลบั้มชุด The Dude ซึ่งมีอยู่3เพลงในอัลบั้มที่James Ingramร้องนำคือ

The Dude , One Hundred Ways และที่เป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับเขามากที่สุดคือ Just Once (เป็นฝีมือการแต่งเพลงของ Barry Mann และ Cynthia Weil) (ปล.ตอนที่Quincy Jones ให้James Ingramรับหน้าที่ร้องเพลงนี้ James Ingramเกือบปฏิเสธไปเพราะไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดี) และก็ทำให้เขาได้รางวัลแกรมมี่ครั้งแรกในชีวิตในปี1981 สาขาBest R&B Male Vocal Performance

Quincy Jones อัลบั้ม The Dude ชุดที่ทำให้ James Ingram กับ Patti Austin แจ้งเกิดในวงการเพลงขึ้นมาได้

ในแง่ด้านประสบความสำเร็จนั้นJames Ingramจะค่อนข้างแปลกกว่าศิลปินหลายคนในยุคนั้นคือ เพลงที่เขาร้องคู่กับศิลปินคนอื่นๆจะประสบความสำเร็จ เช่น Baby Come To Me ที่ร้องคู่กับPatti Austinในช่วงต้นๆยุค80 (ขึ้นถึงอันดับ1ในUS Pop Single) ,เพลง Somewhere Out There เพลงประกอบหนังการ์ตูนเรื่องAn American Tailที่ร้องคู่กับ Linda Ronstadt, What About Me เพลงที่เขาทำงานร่วมกับ Kenny Rogers และ Kim Carnes และอีกมากมาย แต่อัลบั้มเดี่ยวของเขามักจะไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเท่าไหร่

: It's Your Night อัลบั้มชุดแรกของ James Ingram :

ถึงแม้ว่าอัลบั้มเดี่ยวของJames Ingramทุกชุด จะไม่ประสบความสำเร็จในระดับที่สูงมากนัก แต่ทุกอัลบั้มก็ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ดีและน่าฟังและกลายเป็นอัลบั้มที่หายากไปแล้ว ถ้าคิดจะเก็บเอาตอนนี้ อย่างไรก็ตาม อัลบั้มเดี่ยวของJames Ingram ก็ถือว่ามีเพลงที่แฟนเพลงจดจำได้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง Yah Mo B There จากอัลบั้ม It's Your Night ซึ่งเป็นการร่วมงานกับMichael Mcdonald และ Quincy Jones ซึ่งในปี1985 เพลงนี้ได้รางวัลGrammyสาขาBest R&B Performance By A Duo Or Group With Vocal , เพลง There No Easy Ways , เพลง How Do You Keep The Music Playing ซึ่งร้องคู่กับ Patti Austin เเละ I Don't Have A Heart ที่ขึนถึงอันดับ 1 ใน Us Pop Single ในปี1990 เป็นต้น

ปัจจุบัน James Ingram ก็ไม่ได้มีผลงานใหม่ๆอะไรออกมาอีกเลยหลังจากที่ออกอัลบั้มชุดรวมฮิต Forever Moreในปี1999 ได้ยินว่าJames Ingramรีไทร์ตัวเองออกจากวงการเพลงเพื่อไปดูแลครอบครัว แต่คิดว่าโอกาสที่เราจะได้ยินเขาร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆก็ยังพอจะมีทางเป้นไปได้ อายุก็ยังไม่มากเท่าไหร่ แค่50ปียังสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อีกเยอะ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม James Ingramก็เป็นนักร้องR&Bระดับคุณภาพที่น่าจดจำในวงการเพลงอีกคนนึง

เพลงที่ผมแนะนำให้ฟัง : Just Once , One Hundred Ways (จากชุด The Dude) , Baby Come To Me (จากอัลบั้มของ Patti Austin) , 1.Yah Mo B There 2.How Do You Keep The Music Playing 3.There No Easy Ways (จากIt'sYour Night) , Somewhere Out There (ประกอบหนังเรื่อง An American Tail) , I Don't Have A Heart (ในชุด It's Real) (ทุกเพลงมีรวมอยู่ในชุด The Power of Great Music แต่ผมไม่แน่ใจว่า มีหมดใน Forever More รวมฮิตอีกชุดนึงหรือเปล่า )

Albums


It's Your Night (1983) US Billboard : 46 (ขายได้ประมาณ 850000 แผ่น) US R&B : 10
Never Felt So Good (1986) US R&B : 37
It's Real (1989) US Billboard : 117 , US R&B : 44
The Power of Great Music (greatest hits disc; 1991) (หายากพอสมควร) US Billboard : 168
Always You (1993) US R&B : 74
Forever More: The Best of James Ingram (1999) (ชุดนี้ยังพอมีขายในเมืองไทยนะครับ) US Billboard : 165 , US R&B 94

อัลบั้มรวมฮิตชุดแรก วางขายในปี1991 หายากพอสมควร

อัลบั้มรวมฮิตชุดที่ 2 วางขายในปี1999 ยังพอหาได้อยู่บ้าง

http://www3.youtube.com/watch?v=Egso6N5_N-8&search=James%20Ingram

Video เพลง I Just Can't Stop Loving You ของMichael Jackson ที่นำมาCoverโดย Gloria Estefan และ James Ingram ในงาน Michael Jackson's 30th anniversary tribute concert.