2005/Jan/14

Pet Shop Boys นับเป็นวงดูโอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดวงหนึ่งจากอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นในด้านรายได้ และคำวิจารณ์ ความจริงแล้วPet Shop Boysเป็นเกย์แต่แทนที่ทางวงจะทำเป็นแบบพวกเกย์ เพลงของทั้งคู่กลับมีลักษณะประชดประชัน และวิพากษ์วิจารณ์สังคม และสามารถทำออกมาอย่างชาญฉลาด ผ่านงานเพลงแบบป๊อปที่มักจะหน้าวงอื่น ๆ รุ่นเดียวกันไปก้าวหนึ่งเสมอ ผลงานของ Pet Shop Boys เริ่มต้นจากการเป็นเพลงป๊อปสดใส ไปจนถึงดิสโก้, เฮ้าส์ และ เทคโน แต่ในความหลากหลายทั้งคู่สามารถคงเอกลักษณ์ เสียดสีสังคมและต่อต้านค่านิยมทั่วไปไว้ได้เหมือนเดิม โดยไม่รู้สึกขัดหูขัดตา ถึงเราจะไม่ค่อยเห็นชื่อของ Pet Shop Boys ในอันดับเพลงบ่อย ๆ เหมือนช่วงยุค 80 แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเลิกผลิตดนตรี
ดี ๆ ตรงกันข้ามงานของทั้งคู่ดูซับซ้อนท้าทายคนฟังยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

Pet Shop Boys เริ่มตั้งวงเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 1981 ที่กรุงลอนดอน ที่ซึ่งนีล เทนแนนท์ นักร้องนำพบกับ คริส โลว์ ที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งบนถนนคิง ตอนนั้น นีล ไปซื้ออะไหล่ให้
ซินธีไซเซอร์ของเขา คุยไปคุยมาพอรู้ว่าชอบฟังเพลงเต้นรำเหมือนกัน เลยเป็นเพื่อนกันในที่สุด จากนั้นก็ตัดสินใจตั้งวงดนตรีขึ้นมา ซึ่งในขณะนั้นนีลทำงานอยู่กับบริษัทมาร์เวล เป็นบก. ขณะนั้น นีลอายุ27ปีแล้ว คริสอายุ22ปี
เพราะมีเพื่อน ๆ ทำงานร้านขายสัตว์เลี้ยง นีล กับ คริส เลยตั้งชื่อวงว่า Pet Shop Boys นอกจากนี้ชื่อ Pet Shop Boys ยังตั้งขึ้นเพื่อให้เข้ากับกระแสเพลงฮิพฮ็อปของนิวยอร์คช่วงต้นยุค 80 ที่มักจะตั้งชื่อวงออกมาประมาณนี้กันส่วนใหญ่ Pet Shop Boys เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 1983 เมื่อ นีล ได้พบกับโปรดิวเซอร์เพลงแบบ Hi NRG ชื่อดังอย่าง บ็อบบี้ "โอ" ออร์แลนโด้ ตอนนั้นเขาไปทำข่าวพอดี เลยชวนให้ บ็อบบี้ มาโปรดิวซ์ซิงเกิ้ลแรก West End Girls ในปี 1984 พอจะฮิตบ้างเล็กน้อยในสหรัฐกับฝรั่งเศส แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าที่อังกฤษ(ในขณะนั้นยังเป็นVersionแรกอยู่) รวมทั้งซิงเกิ้ลต่อมา One More Chance ที่ไม่เป็นที่รู้จักเอาซะเลย ทั้งคู่ก็เลยยังคงเป็นผู้สื่อข่าวและนักเรียนกันต่อไป(ซึ่งต่อมาเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มชุดที่2ของเขา Actually ในปี1987)
ปี 1985 Pet Shop Boys ได้เซ็นสัญญากับ EMI ทั้งคู่ออกเพลงเสียดสีอย่าง Opportunities (Let's Make Lots Of Money) ออกมา ปรากฏว่าเข็นไม่ขึ้นอีกเหมือนกัน ทำให้อนาคตของศิลปินคู่นี้ดูมืดมนพิลึก จนเกือบจะไม่มีวงPet Shop Boys แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อ Pet Shop Boys นำ West End Girls มาออกขายใหม่ คราวนี้พวกเขาให้ สตีเฟ่น เฮ้ก มาโปรดิวซ์ให้ West End Girls ขึ้นถึงอันดับ 1 ไปทั่วโลก รวมทั้ง Opportunities ที่นำมาออกใหม่ฮิตอีกเหมือนกัน รวมซิงเกิ้ลที่ออกมีดังนี้ West End Girls,Loves Come Quickly,Opportunities,Surburbia)ความสำเร็จในครั้งนี้มีส่วนผลักดันให้อัลบั้มแรก Please ขึ้นไปถึง Top 10 ในปี 1986 จากนั้น Pet Shop Boys เลยเร่งเข็นอัลบั้ม Disco รวมเพลงฮิตในแบบรีมิกซ์สำหรับขาแด๊นซ์ตามมา
(ในปี1985 นีลอายุเข้าหลัก3ต้นๆแล้ว!!!!!!!!)

ในปีถัดมา 1987 Pet Shop Boys ออกผลงานใหม่ Actually ที่รวมเอาซิงเกิ้ล Top 10 ไว้ถึง 3 แผ่น คือ It's A Sin, Always On My Mind เพลงเก่าของ เอลวิส เพรสลีย์ ที่นำมาคัฟเวอร์ใหม่ และ What Have I Done To Deserve This? ที่ นีล ดูเอ็ตกับ ดัสตี้ สปริงฟีลด์(ปัจจุบันเสียชีวิตในปี1999 ด้วยวัย60ปี) รวมซิงเกิ้ลของชุดนี้มี (It's A Sin,What Have I Done To Deserve This,Rent,Heart) ส่วนเพลงAlways On My Mind เป็นซิงเกิ้ลไม่ได้อยู่ในอัลบั้ม จากนั้น It Couldn't Happen Here ภาพยนตร์สารคดีของวงก็ออกขายในปี 1998 ในปีเดียวกันนี้เองพวกเขาก็ออก Introspective อัลบั้มชุดที่ 3 ที่มีเพลง I'm Not Scared ซึ่งทั้งคู่แต่งให้ แพ็ทซี่ เคนสิท (อดีตภรรยา เลียม กัลลาเกอร์ ของวงปากสุนัขอย่างOasis) วง Eighth Wonder มาร้องใหม่ Domino Dancing ซึ่งมีดนตรีแบบลาติน จากอัลบั้มนี้เป็นซิงเกิ้ลสุดท้ายของ Pet Shop Boys ที่ติด Top 40 ที่สหรัฐ ปีต่อมา Pet Shop Boys ร่วมงานกับศิลปินหลายต่อหลายคน อาทิ ไลซ่า มินเนลลี่ ที่หลังจากนั้น Pet Shop Boys ตามไปโปรดิวซ์อัลบั้ม Results ให้เธอด้วยในปี 1989 Pet Shop Boys ยังไปโปรดิวซ์งานให้ ดัสตี้ สปริงฟีลด์ นีล เทนแนนท์ เองก็หันไปตั้งวง Electronic กับ เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ นักร้องนำวง New Order และ จอห์นนี่ มาร์ อดีตมือกีต้าร์วง Smiths มีซิงเกิ้ลฮิตคือ Getting Away With It (ภายหลังElectronic ออกอัลบั้มอีก2ชุด ในปี1996 และ 1999 แต่Pet Shop Boysไม่ได้มาช่วยเหลือด้านเพลงให้กับวงอีก)

ทั้งคู่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในชื่อ Pet Shop Boys เมื่อ 1990 กับอัลบั้ม Behaviour ที่ได้ แฮโรลด์ ฟอลเทอร์ไมเออร์ เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นอัลบั้มที่ค่อนข้างจะเงียบเชียบ แนวเพลงก็ดูสงบๆฟังสบายๆไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ฟังแล้วมีความสุข และก็รวมเพลงดี ๆ อย่าง Being Boring, My October Symphony กับ Jealousy ไว้ด้วย (ชุดนี้จอนนี่ มาร์ เล่นกีต้าร์ให้กับPSBอีกด้วย) ชุดนี้ได้รับความนิยมจากนักวิจารณ์เพลงมากชุดนี้แนะนำเหมือนกันว่าควรซื้อ 1991 พวกเขาทำเพลงเมดเลย์จับเอา Where The Streets Have No Name ของ มารวมกับ Can't Take My Eyes Off You ของ แฟรงกี้ แวลลี่ และก็ได้ออกอัลบั้มรวมฮิตใช้ชื่อว่า Discographyในปีเดียวกัน มีเพลงใหม่อยู่เพลงคือ DJ Culture และ Was It Worth It? ในปี 1993 Pet Shop Boys ออกอัลบั้ม Very ที่สร้างเพลงฮิต Go West จากงานเก่า ๆ ของ Village People ได้ รวมทั้งมีเพลงเพราะอย่าง
I Wouldn't Normally Do This Kind of Thing,Liberation และอีกมากมาย

ปี 1994 Pet Shop Boys ออกอัลบั้มรวมฮิตอีกครั้ง Disco 2 ที่แฟน ๆ หลายคนลงความเห็นว่าแย่ที่สุดของวงเลยทีเดียว (ปีนี้ นีลอายุ40ปีแล้ว คริสอายุ35ปี)จากนั้น Alternative อัลบั้มคู่รวมเพลงด้าน B ของซิงเกิ้ลก็ตามมาในปี 1995 หลังจากนั้น นีล กับ คริส ก็ไปร่วมงานกับ เดวิด โบวี่ ที่ตอนนั้นกำลังสนใจทำงานเพลงเต้นรำ ในซิงเกิ้ล Hallo Spaceboy ของเขาเมื่อปี 1996 เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ติดอันดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปีของ เดวิด นอกจากนี้ยังไปโปรดิวซ์เพลง Confidential ให้ ทิน่า เทอร์เนอร์ ในอัลบั้ม Wildest Dreams ของเธอด้วย(คนละอันกับเพลง Wildest Dreamของ Iron Maidenนะครับ)

หลังจากพักไป 3 ปี Pet Shop Boys ก็กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มชุดที่ 6 Bilingual ในปี 1996 มาคราวนี้ทั้งคู่ขยายแนวเพลงไปถึงแบบลาติน ชื่ออัลบั้มเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า อย่าสนใจว่าเขาจะชอบเพศตรงข้ามหรือไม่ ให้สนใจงานของพวกเขาจะดีกว่า รวมทั้งเนื้อร้องก็สามารถตีความได้ 2 แบบอีกด้วย อัลบั้มนี้ได้อิทธิพลเพลงแบบลาติน หลังจากที่ทั้งคู่หยุดพักร้อนท่องเที่ยวไปตามที่ ๆ ไม่เคยไปอย่างสิงค์โปร์, ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ เห็นได้ชัด ๆ เลยคือเพลง Discoteca, XXX และ Se A Vida E (That's The Way Life Is) ที่ได้กลุ่มริธึ่มหญิงล้วนอย่าง Shaboom จากกลาสโกว์มาร่วมงานด้วย ทั้งคู่ไปเจอ Shaboom เข้าในงานคอนเสิร์ตสโตนวอลล์ที่ดารารุ่นใหญ่อย่างเซอร์ เอียน แม็คเคลเลน จัดขึ้น ส่วนเพลง Red Letter Day ในอัลบั้มนี้ นีล อุตส่าห์บินไปบันทึกเสียงกับมอสโคว คอรัล อคาเดมี่วงประสานเสียง 40 ชีวิตของรัสเซีย
(คริส ไปดูมวยแม็ทช์ใหญ่ของไมค์ ไทสัน กับ แฟรงค์ บรูโน
ที่ลาสเวกัส!!) เพราะรู้สึกว่าการประสานเสียงแบบกอสเปลค่อนข้างจะเฝือไปแล้ว

หลังจากนั้นในปี 1998 นีล ก็ไปร่วมโปรดิวซ์ 20th Century Blues อัลบั้มทริบิวท์ของ โนล คาวเวิร์ด ในปีนั้น Pet Shop Boys ยังออกอัลบั้ม Essential Pet Shop Boys ที่มีเพลงฮิตของวงในเวอร์ชันแปลก ๆ (เพลง Domino Dancing คนละแบบกับในอัลบั้ม) เพลงที่รวมไว้เฉพาะคนที่ซื้ออัลบั้มแบบแผ่นเสียงไวนิล(เพลง Opportunities) และ รีมิกซ์ (เพลง Love Comes Quickly ที่รีมิกซ์โดย สตีเฟน เฮ้ก) ซึ่งจริง ๆ แล้วแฟน ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเหมือนอย่างที่บอกไว้ในชื่ออัลบั้มก็ได้ แต่ความที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด เลยกลายเป็นของดีของหายาก ในหมู่แฟนตัวกลั่นของวงไปโดยปริยาย (ส่วนเมืองไทย เลิกหวังเลยครับ ไม่มีขายสักร้าน)

25 พฤษภาคม 1999 Pet Shop Boys ก็ได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่าง Ivor Novello Awards ในสาขา Outstanding Contribution To British Music ตุลาคมปีเดียวกัน Pet Shop Boys ออกอัลบั้ม Nightlife รวมเพลงสำหรับนักเที่ยวเหมือนชื่ออัลบั้ม ในแง่ของการทำงานอัลบั้มนี้ไม่ค่อยต่างจาก Very เท่าไหร่ เพลงเด่นมี อาทิ I Don't Know What You Want But I Can't Give It Any More รวมทั้งเพลง New York City Boy ที่ทำเพื่อเป็นเกียรติกับ Village People โดยเฉพาะ (ชุดนี้ทางวงเปลี่ยนลุคใหม่ด้วยการ ใส่เสื้อคลุม ใส่วิกหนามสีเหลือง ใส่แว่น โดยเฉพาะนีลยังใส่คิ้วปลอมอีก เหมือนตุ๊กตาหิมะ ส่วนคริสดูเหมือนหุ่นยนต์โชว์ตามร้านขายเสื้อผ้า ไม่เชื่อลองดูในเพลงDrunkสิครับ) ปี 2000 Pet Shop Boys ร่วมงานกับวง Bloodhound Gang อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการรีมิกซ์เพลง Mope ที่เป็นเพลงแถมในซิงเกิ้ล The Ballad Of Chasey Lain

11 มกราคม 2001 Closer To Heaven ละครเวทีแบบดิสโก้ของ Pet Shop Boys เปิดตัวที่เวสต์ เอ็นด์วันแรก ทั้งคู่ร่วมงานกับนักเขียนบทละครเวทีชื่อดัง โจนาธาน ฮาร์วีย์ เรื่องราวของเซ็กส์และยาเสพติดที่ได้แรงบันดาลใจจาก Heaven เกย์ไนท์คลับ เป็นละครเวทีที่ฮิตที่สุดเรื่องหนึ่งประจำปีนั้น ในอัลบั้มนี้ยกเอา 2 เพลง Vampires กับ Closer to Heaven จากอัลบั้ม Nightlife มารวมไว้ด้วย แต่นักแสดงในละครร้องแทน นีล

อัลบั้มชุดที่ 8 Release เป็นอัลบั้มที่ Pet Shop Boys หลบกระแสนิยมอย่างจงใจ รวมทั้งยังมีเพลงตอบโต้คำวิจารณ์ของ
เอ็มมิเน็มในเพลง The Night I Fall In Love ได้อย่างสะใจสุด ๆ ประมาณว่าที่แท้ เอ็มมิเน็ม ที่ว่าเกลียดเกย์ที่แท้ก็แอบจิตเหมือนกัน (รีบไปหาเนื้อเพลงนี้มาอ่านด่วน!) ตัวเพลงดูเหมือนจะตั้งใจเอาความเป็นแด๊นซ์เป็นแบ็คกราวด์ และชูตัวเพลงขึ้นมาแทน อาจเป็นได้ว่าเพราะมี จอห์นนี่ มาร์ มาเล่นกีตาร์ให้เกือบจะทุกเพลง ชุดนี้มีเพลงฮิตคือ Home And Dry และ I Get Along แถมยังมีแบบSpecial Editionอีกด้วย ขอบอกว่าคุ้มและน่าฟัง
ปี2003ทางวงออกอัลบั้มDisco3 ซึ่งนำเพลงที่ยังไม่เคยอยู่ในอัลบั้มใดๆเลย พูดง่ายๆคือเพลงที่ถูกดอง ซึ่งเป็นชุดที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่ เหมือนกับDisco2 และปัจจุบันก็ออกอัลบั้มรวมฮิต PopArt มีเพลงใหม่คือ Miracles และ Flamboyant(เพลงนี้ออกมาในเดือน มีนาคม ปี2004)

ปีต่อมาอัลบั้มชุดใหม่ของ Pet Shop Boysที่ใช้ชื่อในนาม Tennant/Lowe ก็ออกมาในปี2005นี่เอง ชื่อว่า Battleship Potemkin ซึ่งเป็นอัลบั้มกึ่งๆSoundtrackประกอบหนังเรื่องเดียวกัน แต่จะเป็นเพลงบรรเลงมากกว่าเพลงร้อง และมีอีกอัลบั้มนึงคือ Back To Mine ซึ่งเป็นการเอาเพลงเก่าๆของศิลปินคนอื่นๆมาทำใหม่ในแบบฉบับของตัวเอง แต่ชุดBack To Mineเท่าที่ผมดูไม่มีขายในเมืองไทยแฮะ

และข่าวล่าสุด กับอัลบั้มใหม่ของ Pet Shop Boys ที่มีชื่อว่า Fundamental ที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะออกวางตลาดในปลายเดือนพฤษภานี้ และซิงเกิ้ลแรก "I'm with stupid" ก็จะออกในเดือนเดียวกันเช่นกัน

แน่นอนว่า ที่ผ่านมาPet Shop Boys มีผลงานถี่กว่าที่เราคิดไว้ และแน่นอนว่าเราก็จะได้ฟังผลงานดีๆจากคู่หูดูโอคู่นี้ไปอีกนานเลยทีเดียวล่ะครับ


ทราบหรือไม่
- ก่อนจะตั้งชื่อวงว่า Pet Shop Boys ทั้งสองเกือบตั้งชื่อวงว่า West End

- ชื่ออัลบั้มแรก Please นีล กับ คริส ตั้งใจเล่นคำ เพราะเวลาที่แฟน ๆ ไปซื้ออัลบั้มนี้จะได้พูดว่า Can I have the Pet Shop Boys album, please? ส่วนชื่ออัลบั้มชุดที่ 8 Release ก็เหมือนกัน แฟน ๆ จะได้บอกคนขายว่า Can I have the Pet Shop Boys new release?
- คริส เป็นคนร้องนำในเพลงต่อไปนี้ คือ Paninaro, We All Feel Better In The Dark, One Of The Crowd, และ Postscript (เพลงสั้น ๆ ท้ายอัลบั้ม Very) เขาเป็นคนอ่านประโยค"It's gonna be alright"ในเพลง It's Alright นอกจากนี้ยังเป็นคนท่องชื่อสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ในเพลง I Want A Dog ว่า "Bulldog, hound, pug, labrador, collie, retriever, doberman pincer, huskie, dalmatian, Saint Bernard, and dachsund, mongrel, beagle, cocker spaniel"

- คริส ชอบเสื้อผ้าของ อิสเซ่ มิยาเกะ
- นีล เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าเขาเป็นเกย์ ไม่ว่าจะเป็น Attitude, Details, the Advocate และ Rolling Stone เป็นต้น ส่วน คริส จะชอบเพศไหนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เขาเองแทบจะไม่เคยพูดถึง แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าเขาเป็นเกย์เหมือนกัน (นีลเป็นเกย์ แล้วคริสจะเหลือเรอะ)
- ทะเลสาปเจนีวากับฟินแลนด์ สเตชั่นที่กล่าวถึงในเพลง West End Girls สำคัญอย่างไร ทะเลสาปเจนีวาเป็นที่ลี้ภัยของ เลนิน หลังจากออกจากรัสเซีย ส่วนฟินแลนด์ สเตชั่นเป็นจุดที่ เลนิน กลับเข้ารัสเซีย หลังจากหมดยุคพระเจ้าซาร์ นีล มีความเชื่อในลัทธิแบบสังคมนิยม จะเห็นได้ว่าบางเพลงของเขามีแนวคิดแบบสังคมนิยมแฝงอยู่ด้วย เช่น West End Girls, My October Symphony และ This Must Be The Place I Waited Years To Leave
- Paninaro เป็นชื่อกลุ่มเด็กหนุ่มในอิตาลีช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ถึงต้นทศวรรษที่ 80 เด็กหนุ่มกลุ่มนี้จะชอบแต่งตัวทันสมัย และเก๋
- ขนาด แอ็กเซิ่ล โรส นักร้องซ่าส์จากวง Guns N' Roses ยังเป็นแฟนเพลงตัวยงของ Pet Shop Boys!! แอ็กเซิล เคยไปชมคอนเสิร์ตของ Pet Shop Boys ที่แอลเอเมื่อปี 1991 เขายังมอบช่อกุหลาบให้ 2 หนุ่มด้วย แถมยังบ่นว่าทำไม Pet Shop Boys ถึงไม่ยอมเล่นเพลง Being Boring ในคอนเสิร์ต แอ็กเซิ่ล ยังบอกอีกด้วยว่าเพลง My October Symphony เป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง November Rain ของ Guns N' Roses!!

-Sir Ian Mckellen(ที่เล่นเป็นGandalfใน Lord Of The Rings) เคยมาแสดงในMV ของPet Shop Boys เพลง Heart ด้วย โดยเล่นเป็นผีที่มาตีท้ายครัวเจ้าสาวของNeil Tennant เหอๆ

-Pet Shop Boys เคยโปรดิวซ์เพลงของ Pete Burns นักร้องนำวงDead Or Alive ด้วย ในเพลงเดี่ยวของเขาที่มีชื่อว่า "Jack and Jill's Party" ซึ่งมีวางขายเฉพาะในเวบpetshopboys.com เท่านั้น

-Neil Tennant ก่อนจะมาเป็น Pet Shop Boys เคยมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์วง The Police (ที่Stingเป็นนักร้องนำอ่ะ) ด้วยล่ะ



ประวัติเอามาจาก Eotoday.com ได้แต่งเติมโดยผม เพื่อที่จะUpdateให้ข้อมูลทันสมัยยิ่งขึ้น ขอบอกว่า ข้อมูลที่เติมนั้น เป็นจริง100เปอร์เซ็นต์



edit @ 2006/03/10 12:22:53

Comment

Comment:

Tweet


#11 by (49.230.104.73|49.230.104.73) At 2015-07-31 20:21,
#10 by (49.230.104.73|49.230.104.73) At 2015-07-31 20:20,
#9 by (49.230.104.73|49.230.104.73) At 2015-07-31 20:19,
ขอแปลความหมายของเพลง Go west ให้ด้วยได้ไหม
#8 by (202.28.62.245) At 2010-09-05 17:57,
<a href="http://hepfrfyfyxiaiin.com">hpyinelkvjfxsol</a> http://lidnthupvoflond.com [url=http://xxensndkmyiesvq.com]aqcjmfxtgrzoeta[/url]
#7 by wlqohdudrf (94.102.52.87) At 2010-06-13 23:27,
WEST END GIRLS !!!!!
#6 by NILL ต๊อกด๋อย (61.19.198.150) At 2010-04-20 11:45,
question angry smile tongue question question question question angry smile angry smile angry smile tongue tongue tongue


























#5 by (117.47.105.99) At 2010-04-04 22:35,
รอดูประวัติของเลโอมานานแล้ว
#4 by (125.26.50.197) At 2009-07-16 16:37,
big smile confused smile sad smile sad smile sad smile
#3 by (61.7.157.234) At 2008-05-29 11:07,
THX
#2 by archbishop_666 (203.155.225.217) At 2005-01-16 13:09,
รอประวัติวงนี้มานานเลยค่ะ
แต่คิดว่าไม่นานต้องเอามาลงแน่ ๆ
ได้อ่านสมใจ
หุหุ
#1 by dubb ® At 2005-01-15 21:24,