2005/May/26

MADONNA

ชื่อเต็ม: มาดอนนา หลุยส์ เวรอนิก้า ชิคโคเน่
วันเกิด: 16 สิงหาคม 1958
สถานที่เกิด: เบย์ ซิตี้, มิชิแกน, อเมริกา
ที่อยู่: ลอส แอนเจลิส, นิวยอร์ค, ไมอามี่ และ ลอนดอน

ครอบครัว: ซิลวิโอ แอนโธนี (พ่อ), มาดอนนา ฟอร์ติน ชิคโตเน่ (แม่) มาร์ติน, แอนโธนี่, คริสโตเฟอร์, พอลล่า, เมลานี่, มาริโอ และเจนนิเฟอร์ เป็นพี่น้องท้องเดียวกับเธอ และยังมีลูกสาว ลูร์ดส์(ลอรเดส) มาเรีย และ ร็อคโค่ ลูกชาย

ในวงการเพลงยุค80นั้น คนในยุค80ถ้าไม่รู้จักศิลปินที่ชื่อว่ามาดอนน่า ก็ถือว่าหลังเขาเต็มทีแล้ว เพราะมาดอนน่าถือว่าเป้นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคนนึงตั้งแต่อดีตจนกระทั่ง ปัจจุบัน และยังสามารถพัฒนาฝีมือตนเองได้อีกด้วย ศิลปินอย่างBritney Spears,Madonna หรือศิลปินที่จะค่อนข้างขายหน้าตาเป็นส่วนใหญ่ มักยอมรับว่า Madonnaถือว่าเป้นต้นแบบของพวกเธอ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จเทียบเท่ามาดอนน่าได้เลย

หลายคนมักจะลืมว่ามาดอนนาดังขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเธอ ดังเสียจน ทุกคนลืมนึกถึง จุดเริ่มต้นของเธอ มาดอนนา ก้าวขึ้นมาเป็น ซูเปอร์สตาร์อย่างรวดเร็วในปี 1983-84 ความดังของเธอ บดบังความเก่ง การชื่นชมเพลง ของเธอเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป เพราะ ทุกคนจะสนอกสนใจ และพูดกันแต่ เรื่องชีวิตของเธอ

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง ของมาดอนนา คือการที่เธอชักนำสื่อ และสาธารณชน ได้ตลอดเวลา โดยใช้เพลง มิวสิควีดิโอ ข่าวประชาสัมพันธ์ และเสน่ห์ทางเพศ ของเธอเป็น เครื่องมือ มาดอนนาจึงนับ เป็นศิลปินพ็อพฝ่ายหญิงคนแรก ที่ควบคุม แนวเพลง และภาพลักษณ์ของเธอได้อย่างเต็มที่

มาดอนนามักถูกคนเข้าใจผิดว่าเป้นคนอังกฤษ ที่จริงไม่ใช่ เธอเป็นคนอเมริกา เธอย้ายจากมิชิแกน ซึ่งเป็นบ้านเกิดมานิวยอร์คในปี 1977 เพราะเธอฝันจะเป็นนักบัลเล่ต์ เธอเข้าเรียนกับอัลวิน เอลลีย์ นักออกแบบท่าเต้น และเป็นนางแบบไปพร้อม ๆ กัน ในปี 1979 เธอเข้าร่วมวง Patrick Hernandez Revue วงดิสโก้ที่มีเพลงฮิตอย่าง Born To Be Alive เธอได้เดินทางไปกรุงปารีสกับวงนี้ และได้พบ กับแดน กิลรอย ผู้กลายเป็นแฟนของเธอในเวลาต่อมา เมื่อกลับมานิวยอร์ค แดนกับมาดอนนาก็ร่วมกันตั้งวง The Breakfast Club ซึ่งเป็นวงพ็อพแนวเต้นรำ ช่วงแรก มาดอนนาเป็นมือกลอง แต่ในไม่ช้าก็กลาย เป็นนักร้องนำ

ในปี 1980 เธอออกจากวงแล้วตั้งวง Emmy กับ สตีเฟ่น เบรย์ มือกลองซึ่งเป็นอดีตคู่รัก ไม่นาน สตีเฟ่น กับมาดอนนาก็แยกย้ายกันไปทำเพลงแนวเต้นรำ กับดิสโก้ เทปตัวอย่างของเพลงเหล่านี้ ไปถึงมือมาร์ค คามินส์ ดีเจ และโปรดิวเซอร์ ในนิวยอร์ค มาร์คส่งเทปต่อให้ค่ายเทป ไซร์ เร็คคอร์ดส ซึ่งเซ็นสัญญากับมาดอนนาในปี 1982 คามินส์เป็นโปรดิวเซอร์ซิงเกิ้ล Everybody ซิงเกิ้ลแรก ของมาดอนนา ซึ่งกลายเป็นเพลงเต้นรำแนวคลับแดนซ์ที่ ฮิตในช่วงปลายปี 1982 ซิงเกิ้ลที่ 2 ของเธอคือ Physical Attraction ออกมาในปี 1983 และก็ฮิตเช่นกัน

ในเดือนมิถุนายน 1983 มาดอนนา ก็มีเพลงฮิตอีกคือ Holiday ซึ่งเป็นฝีมือแต่งของ Jellybean Benitez อัลบั้ม Madonna ตามออกมาในเดือนกันยายน 1983 เพลง Holiday กลายเป็นเพลงที่เข้า 40 อันดับแรก เป็นเพลงแรกของเธอ เพลง Borderline เป็นเพลงแรก ที่ติด 10 อันดับแรก ในเดือนมีนาคม 1984 ตามมาด้วยอีก 17 เพลงที่ขึ้นถึง 10 อันดับแรก ขณะเดียวกับที่เพลง Lucky Star ขึ้นถึงอันดับ 4 มาดอนนาก็เริ่มแสดงบทเด่น ในภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง Desperately Seeking Susan ของซูซาน ไซเดลแมน

อัลบั้มที่ 2 ของมาดอนนาคือ Like A Virgin เป็นฝีมือ การโปรดิวซ์ของไนล์ส รอเจอร์ส Like A Virgin ออกวางจำหน่ายปลายปี 1984 ไทเทิลแทร็คของอัลบั้ม นี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ในเดือนธันวาคม และอยู่ที่อันดับ 1 อยู่ถึง 6 สัปดาห์ นับเป็นจุดเริ่มต้นปีทองของมาดอนนา ในปี 1985 มาดอนนามีชื่อเสียงไปทั่วโลก ขายแผ่นได้หลายล้าน แผ่น เพราะมิวสิควีดิโอกับบุคลิกที่ไม่เหมือนใครของเธอ หลังจากเพลง Material Girl ขึ้นถึงอันดับ 2 ในเดือนมีนาคม มาดอนนาก็ออกทัวร์คอนเสิร์ทครั้งแรก พร้อมกับวง The Beastie Boys (ในช่วงนั้นคู่แข่งในวงการเพลงของมาดอนน่า คือCyndi Lauper ซึ่งเป็นคนอเมริกาด้วยกัน มีเพลงฮิตหลายเพลงเช่นGirls Just Want To Have Fun (ถ้าช่วงนั้นไม่มีเพลงJump ของVan Halenเป้นก้างขวางคอ เพลงนี้ก็ขึ้นอันดับหนึ่งไปแล้ว) และเพลงที่คนไทยรู้จักกันดีคือ Time After Time เป็นต้น ปัจจุบันCyndiในวัย54ปี(เธอเกิดปีคศ.1951)ยังคงทำเพลงบ้างบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาซะส่วนใหญ่)

มาต่อที่ป้ามะดันเน่า เอ๊ย มาดอนน่าต่อละกัน เพลง Crazy For You เป็นซิงเกิ้ลที่ 2 ของเธอที่ขึ้น ถึงอันดับ 1 โดยเพลงนี้ออกมาในเดือนพฤษภาคม พอถึงเดือนกรกฎาคม ภาพยนตร์เรื่อง Desperately Seeking Susan ก็ออกฉาย และประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จของมาดอนนา ทำให้เจ้าของหนังเรื่อง A Certain Sacrifice หนังเร้าอารมณ์เพศ ที่เธอแสดง ในปี 1979 นำหนังเรื่องนี้ออกฉายอีกครั้ง เช่นเดียว กับนิตยสารเพลย์บอย กับเพนท์เฮ้าส์ที่นำภาพเปลือย ของมาดอนนาที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1977 มาตีพิมพ์อีก

อย่างไรก็ดี มาดอนนายังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม สาววัยรุ่นนับพันนับหมื่นคน เลียนแบบการแต่งกายเซ็กซี่ ของเธอ จนเกิดเป็นพวก "อยากเป็นมาดอนนา" ขึ้น ในเดือนสิงหาคม มาดอนนาเข้าพิธีแต่งงานกับฌอน เพนน์ นักแสดงหนุ่ม แต่ความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ก็ไม่ค่อยราบรื่น จนหย่ากันในปี 1989 มาดอนนาร่วมงานกับ แพทริค เลียวนาร์ด เป็นครั้งแรกช่วงต้นปี 1986 เลียวนาร์ดร่วม แต่งเพลงฮิตของมาดอนนาในยุค 80 หลายเพลง รวมทั้ง เพลง Live To Tell ซึ่งขึ้นถึงอันดับ 1 ในเดือนมิถุนายน ปี 1986

อัลบั้ม True Blue ซึ่งเป็นอัลบั้มต่อมา ประสบความสำเร็จ มากกว่า 2 อัลบั้มแรก เพราะขึ้นถึงอันดับ 1 ทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ ทำยอดขายได้ 5 ล้านชุดเพียงแค่ในสหรัฐ ประเทศเดียว นอกจากนี้ยังได้คำชมจากนักวิจารณ์ด้วย เพลง Papa Don't Preach เป็นเพลงที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในสหรัฐเป็นเพลงที่ 4 ของเธอ แม้งานเพลงของเธอ จะประสบความสำเร็จ แต่งานด้านภาพยนตร์ กลับแย่ เพราะภาพยนตร์ตลกเรื่อง Shanghai Surprise ซึ่งมาดอนนาแสดง กับฌอน เพนน์ถูกนักวิจารณ์สับแหลก เมื่อออกฉาย ในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ยอดขายตั๋ว พลอยตกต่ำไปด้วย

ช่วงต้นปี 1987 มาดอนนาก็มีซิงเกิ้ลขึ้นถึงอันดับ 1 เป็นเพลงที่ 5 คือเพลง Open Your Heart นับเป็นเพลงที่ 3 ในอัลบั้ม True Blue เพลง La Isla Bonita ที่เอามาจาก เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของเธอคือ Who's That Girl ก็เป็นอีกเพลงที่ติด 5 อันดับแรก แม้ตัวภาพยนตร์ จะล้มเหลวอีกเช่นเคย ซิงเกิ้ลเพลง Who's That Girl ขึ้นถึงอันดับ 1 เป็นเพลงที่ 6 ของมาดอนนา

ในปี 1988 มาดอนนาค่อนข้างเงียบ ช่วง 6 เดือนแรก เธอ แสดงละครบรอดเวย์ ของเดวิด มาเม็ท เรื่อง Speed The Plow ระหว่างนั้น เธอออกอัลบั้มรีมิกซ์ชื่อว่า You Can Dance หลังจากจัดการเรื่องหย่าที่ฟ้องไว้ตั้งแต่ต้นปี 1988 เสร็จ เธอก็หย่ากับฌอน ตอนต้นปี 1989 อัลบั้ม Like A Prayer ออกมาในฤดูใบไม้ผลิปี 1989 เป็นอัลบั้มที่หลากหลาย ที่สุด ของเธอ เพราะมีแนวเพลง ทั้งพ็อพ ร็อค และเต้นรำ อัลบั้มนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 อีกเช่นกัน และส่งให้ เพลงไทเทิลแทร็คขึ้นถึงอันดับ1นอกจากนี้ยัง มีเพลง Express Yourself, Cherish,และ Keep It Together ที่ติด 10 อันดับแรก

ในเดือนเมษายน 1990 เธอก็เริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ท Blonde Ambition ซึ่งกินเวลานาน 1 ปี เพลง Vogue ขึ้นถึงอันดับ 1 ในเดือนพฤษภาคม จากนั้นมาดอนนาก็ แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ของวอร์เรน บีทตี้ การแสดงในเรื่องนี้เป็นการแสดงที่ประสบความสำเร็จที่ สุดต่อจาก Desperately Seeking Susan

ปลายปี 1990 มาดอนนาออกอัลบั้มรวมเพลงฮิตคือ The Immaculate Collection ซึ่งมีเพลงใหม่อยู่ด้วย 2 เพลง โดยเพลงหนึ่งคือ Justify My Love ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลอันดับ 1 เพลงนี้ทำให้เกิดเรื่องขึ้นอีกครั้งเพราะมิวสิควีดิโอเซ็กซี่ ของเธอ เพลงใหม่เพลงที่ 2 ชื่อว่า Rescue Me เป็น ซิงเกิ้ลของศิลปินหญิงที่เข้าตารางด้วยอันดับสูงสุดใน ประวัติศาสตร์ สหรัฐ โดยเข้าตารางที่อันดับ 15

Truth Or Dare ภาพยนตร์สารคดีรวมการแสดง คอนเสิร์ท Blonde Ambition ซึ่งออกมาปลายปี 1991 ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ และขายบัตรเข้าชมได้ดีมาก มาดอนนากลับเข้าตารางอันดับอีกครั้งในฤดูร้อนปี 1992 เมื่อเพลง This Used To Be My Playground ซิงเกิ้ลที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ A League Of Their Own ขึ้นถึงอันดับ 1 แต่ มาดอนนารับบทเล็ก ๆ เท่านั้นในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

ในปีเดียวกันนั้นเอง มาดอนนาก็ทำหนังสือ Sex ออกมา Sex เป็นหนังสือรวมภาพเปลือย แบบซอฟท์คอร์ปกเหล็ก ราคาแพง ภาพในหนังสือมีทั้งภาพมาดอนนาเอง และยังมีภาพนางแบบ กับคนมีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น อิสซาเบลล่า รอสเซลลินี่, บิ๊ก แด๊ดดี้ เคน, นาโอมิ แคมพ์เบลล์ และวานิลลา ไอซ์ (เอิ๊ก!!!)

Sex Bookนั้นถูกนักวิจารณ์สับแหลกอย่างหนัก สื่อก็รับไม่ได้ แต่มาดอนนา ก็ยังออกอัลบั้ม Erotica ซึ่งเป็นอัลบั้มที่จงใจทำขึ้น ควบคู่กับหนังสือ Erotica ทำยอดขายได้ทั้งหมด 2 ล้านชุด 2 ปีต่อมา มาดอนนาก็มีผลงานคือ Bedtime Stories ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเท่า Erotica จนนักวิจารณ์บางคนเริ่มบอกว่า มาดอนนาตกยุคไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเพลง Take A Bow จากอัลบั้มนี้กลาย เป็นเพลงฮิตที่สุดของมาดอนนา และครองอันดับ 1 นาน ถึง 7 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีเพลง Bedtime Stories ที่บียอร์ค(Bjork)แต่งด้วย

เพลง Bedtime Stories นับเป็นซิงเกิ้ลแรกของ มาดอนนาที่ไม่ติด 40 อันดับแรก ซิงเกิ้ล Human Nature ที่ตามออกมาก็เช่นเดียวกัน แต่โดยรวมแล้ว อัลบั้ม Bedtime Stories ก็เป็นอีกอัลบั้มของมาดอนนา ที่ได้แผ่นเสียงทองคำขาวหลายรางวัล ในปี 1995 มาดอนนาเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์เมื่อเธอวิ่งเต้น เพื่อให้ได้บทในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากละครเพลง ของแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์เรื่อง Evita มาดอนนาเริ่ม พลิกโฉมไปเป็นสาวหรู แตกต่างจากสาวเซ็กซี่ในอัลบั้ม Erotica และ Bedtime Stories โดยสิ้นเชิง และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่ มาดอนนาก็ออกอัลบั้ม Something To Remember มาในฤดูใบไม้ร่วงปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เธอได้บทเอวิต้า เปรองพอดี

อัลบั้ม Something To Remember เป็นการรวม เพลงช้า ที่เจตนาเอาใจแฟนเพลงที่มีอายุมากขึ้น เพราะ แฟนเพลงกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ชมเรื่อง Evita ต่อมาในช่วงเดียวกับที่ถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จมาดอนนา ก็ประกาศว่าเธอตั้งครรภ์

ลอร์เดส บุตรสาวของเธอลืมตาดูโลกช่วงปลายปี 1996 เมื่อมาดอนน่าอายุได้38ปี พร้อมกับที่ Evita ออกฉาย นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชม Evita และมาดอนนาก็เริ่มวิ่งเต้นเพื่อให้ได้รางวัลออสการ์ จนในที่สุด เธอก็ได้รางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดง หญิงยอดเยี่ยม ในภาพยนตร์เพลง หรือตลก แต่กลับไม่ได้ชิงรางวัลออสการ์ (เหนื่อยมั้ยเจ๊วิ่งซะแหลกเนี่ย)

เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Evita ประสบความ สำเร็จพอควร เพราะมีเพลง Don't Cry For Me Argentina ที่นำมารีมิกซ์เป็นเพลงแดนซ์ และเพลง You Must Love Me ที่แต่งใหม่ ระหว่างปี 1997 มาดอนนาทำงานกับโปรดิวเซอร์วิลเลียม ออร์บิทเพื่ออกอัลบั้มเพลงใหม่ล้วน ๆ ชุดแรกหลังจากออกอัลบั้ม Erotica อัลบั้มดังกล่าวคือ Ray Of Light แนวเพลง ใน Ray Of Light ได้รับอิทธิพลจากแนวเพลงอิเล็ค ทรอนิก้า,เท็คโน, ทริพฮ็อพ, และดรัมแอนด์เบสมาก นับเป็นการปรับแนวเพลงพ็อพแดนซ์ของเธอ ให้เหมาะกับยุค 90 มากขึ้น

Ray Of Light ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เมื่อออกมา ในเดือนมีนาคม 1998 และเข้าตารางอันดับที่อันดับ 2 ต่อจากนั้น 1 เดือน อัลบั้ม Ray Of Light ก็เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเธอ ถัดจาก Like A Prayer ช่วงนี้มาดอนน่าได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้แก่หนังเรื่องAustin Powersด้วย เพลงมีชื่อว่าBeautiful Stranger

เดือนกันยายน ปี 2000 หลังฉลองวันเกิดปีที่ 42 และมีลูกชายชื่อ ร็อคโค่กับแฟนหนุ่ม กาย ริทชี่ มาดอนนาก็ออกอัลบั้มชุดใหม่ ชื่อ Music เป็นอัลบั้มชุดที่ 14 โดยมีวิลเลี่ยม ออร์บิตและเมอร์เวย์ส เป็นโปรดิวเซอร์ เพลง Music ไทเทิ่ลแทร็คถูกตัด เป็นซิงเกิ้ลแรก และเข้าอันดับสัปดาห์แรกอันดับที่ 1 ในทันที ทั้งในอังกฤษ และ อเมริกา
เพลงนี้มีเพลงฮิตหลายเพลงคือ Music ,Don't Tell Me และ What's A Feel Like For Girl หลังจากนั้นมาดอนน่าก็พักการทำเพลงไปนานพอสมควร

ปี2003มาดอนน่าแสดงหนังเรื่องSwept Away โดยรับบทนำ กำกับโดย กาย ริทชี่แฟนของเจ๊แกเอง แต่หนังเจ๊งไม่เป็นท่า นอกจากนั้นเธอยังรับบทครูสอนฟันดาบในเรื่องJames Bond:Die Another Dayอีกด้วย แถมยังร้องเพลงประกอบคือเพลงDie Another Dayอีกด้วย

ไม่นาน มาดอนน่าก็ออกอัลบั้มใหม่คือ American Lifeที่ออกไปในทางแนวต่อต้านสงคราม แถมเจ๊แกมีแร็พเองอีกในซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มชุดนี้American Lifeอีกด้วย เพลงนี้มีซิงเกิ้ลที่คุ้นหูอย่างAmerican Life(ที่พอมีMVออกมาก็อื้อฉาวซะเเล้วเพราะพี่แกเล่นเป็นทหารอเมริกันล้อเลียนชาวบ้านซะเละ ในช่วงนั้นแฟชั่นชุดทหารฮิตมากเนื่องจากMVเพลงนี้มีส่วน),Hollywood,Love Profusion แต่โดยรวมอัลบั้มนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับชุดที่แล้ว และก็ไม่ค่อยได้รับคำชมจากนักวิจารณ์มากนัก (โดยเฉพาะท่อนแร็พ 555+) แต่การทัวร์ก็ประสบความสำเร็จมาก

ไม่เพียงแค่นั้นเจ๊แกก็ซ่าส์ไม่หยุดด้วยการไปจูบMadonnaกับChristina Aguliera ในรายการของMTV โดยทั้ง3ล่อแต่งชุดแต่งงานมาเลย ทำให้ฉากนี้ถูกตัดออกไปทันทีในทีวี เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีในScriptนะครับ เจ๊แกเตี๊ยมมาเอง

ปัจจุบันมาดอนน่ายังคงสร้างข่าวคราวต่างๆทั้งดีและไม่ดีอยู่ตลอดๆเพื่อที่ไม่ให้ตนเองตกยุค เช่นตั้งลัทธิKabaalah etc.เป็นต้น แม้กระทั่งแต่งหนังสือเด็ก แต่สักวันหนึ่ง มาดอนน่าในวัย48ปีอาจจะมีผลงานให้เราฟังกันอีกก็ได้ ใครจะไปรู้

และอัลบั้มใหม่ของMadonna ชุดล่าสุดก็ออกมาแล้วครับ ใช้ชื่อว่า Confessions Of The Dance Floor ซึ่งเป็นอัลบั้มแนวแด็นซ์แบบNon-Stop และมีเพลงฮิตอย่าง Hung Up ในขณะนี้ ซึ่งผมว่า พอผมลองฟังเพลงนี้ของเจ๊แกแล้ว ผมว่าชอบเพลงแด๊นซ์ของเจ๊แกในสมัยยุคแรกๆมากกว่า แถมหน้าปกอัลบั้มเหมือนพวกอัลบั้มรวมฮิตยังไงก็มิรู้ แฮ่ะๆ แต่ก็เป็นอัลบั้มที่น่าสนใจชุดนี้ สาวกของมาดอนน่าคงไม่พลาดอยู่แล้ว ปัจจุบันมาดอนน่าก็ยังคงออกทัวร์อย่างสม่ำเสมอ และก็ยังสร้างความเอนเตอร์เทนให้คนดูอยู่ตลอดเวลา(ยกเว้นท่าตรึงไม้กางเขนนะครับ 555+)รวมทั้งทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเสมอๆ


ปล.ข้อมูลเอามาจากeotoday.com เพิ่มเติมเหตุการณ์ปัจจุบันและอื่นๆโดยกระผมเอง


edit @ 2006/10/19 13:06:45

Comment

Comment:

Tweet


อยากไปหาmadonnaมากเลยทำอย่างไรดี
ที่จะได้ไปเจอmadonnaอีกใครรู้บอกที
Tol-0867855411
#23 by mew (1.46.57.230) At 2010-09-24 18:14,
อยากให้MADONNAมาร้องเพลงและจัดคอนเสริต์ที่ประเทศไทยอีก
FROM MEW LOVE MADONNA
#22 by (1.47.37.240) At 2010-09-17 15:06,
MADONA QUEEN OF POP
#21 by chutamas (1.47.37.240) At 2010-09-17 15:03,
หนูเพลงของmadonnaมากเลยค่ะที่ชอบเพราะว่าmadonnaนั้นเธอร้องเพลงได้เพาะและท่าเต้นของmadonnaยังถูกใจหนูคอนเสริต์ที่หนูชอบคือคอนเสริต์LIVE8หนูคิดว่าmadonnaจะเป็นนักร้องและเป็นราชิเพลงป๊อปไปนานนานน่ะคะlove madonna from mewsurprised smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile
#20 by (1.47.37.240) At 2010-09-17 15:00,
ของให้ลงเว็บmadonnaเยอะเยอะน่ะคะfrom m...love madonna
#19 by chutamas (1.47.37.240) At 2010-09-17 14:53,
<a href="http://afzwojxlsdjfijc.com">bzigcvlaqaadatv</a> http://egwjbssoymerkgp.com [url=http://goprjsnrercojlx.com]uukwbqmhgkbumny[/url]
#18 by tibsldmjyu (94.102.52.87) At 2010-06-13 23:27,
<a href="http://rxgbreyntyudcvq.com">omunckfwpwnhcem</a> http://pcmbgbufckcogvi.com [url=http://gxbfbstavdtsvbc.com]yvdzdcemnbephtm[/url]
#17 by vxjmooscsz (94.102.52.87) At 2010-06-10 18:43,
สวยเนาะ
#16 by mint (203.118.123.149) At 2010-01-07 16:01,
1000101011101001010100101010101110
10000
สุขสันต๋วันเเม่ by Google
#15 by google (122.154.230.2) At 2009-08-14 10:40,
มีพิมพ์ผิดบางจุดด้วยนะครับ
ตรวจทานด้วย จะเวิร์กมาก เช่นชื่อศิลปิน
ที่ว่ามาดอนน่า จูบกะใครคริสติน่าและบริทนี่
แต่เห็นลงว่าจูบกะมาดอนน่า(ตัวเอง)อีก
#14 by มาดอนน้า (124.120.225.131) At 2009-07-24 10:50,
#12 by (118.175.129.81) At 2008-10-07 21:02,
#12 by (118.175.129.81) At 2008-10-07 21:02,
#11 by กัน (203.113.71.135) At 2006-11-07 16:24,
ผมเข้าใจว่าเจ๊เป็นคนเปิดตลาดให้กับงานวีดีโอ Live concert นักร้องสมัยก่อนขายได้แค่เทปกะแผ่นเสียงเท่านั้นละครับ แต่ผมจำได้ว่าวิดีโอคอนเสิิร์ทเธอที่โตเกียว ขายดิบขายดีไม่แพ้อัลบั้มเลย จากนั้นก็เป็นธรรมเนียมในนักร้องนักดนตรีออกวิดีโอคอนเสิร์ทของตัวเองตามมา... อันนี้ตามความเข้าใจผมนะ
#10 by 数据恢复 (222.35.112.208) At 2006-10-12 17:04,
ร้องเพลงเพราะจังซื้อมาหนึ่ง
อาลาบั้มแล้วนะเนี่ย
#9 by แป้งฟ้า (203.188.13.105) At 2005-12-01 17:29,
ผมเข้าใจว่าเจ๊เป็นคนเปิดตลาดให้กับงานวีดีโอ Live concert นักร้องสมัยก่อนขายได้แค่เทปกะแผ่นเสียงเท่านั้นละครับ แต่ผมจำได้ว่าวิดีโอคอนเสิิร์ทเธอที่โตเกียว ขายดิบขายดีไม่แพ้อัลบั้มเลย จากนั้นก็เป็นธรรมเนียมในนักร้องนักดนตรีออกวิดีโอคอนเสิร์ทของตัวเองตามมา... อันนี้ตามความเข้าใจผมนะ
#8 by golffee At 2005-08-07 18:28,
ยืนยงคงกระพันจริงๆแฮะเจ๊แกเนี่ย
#7 by Bixer At 2005-06-06 00:45,
ขอบคุณมากค่ะ
#6 by แต๋วแน๋ว (203.156.131.39) At 2005-06-03 11:08,
กำลังคิดอยู่ว่าจะทำ New Orderพอดี
#5 by Remember The Eighties At 2005-06-01 21:34,
ร้องเพลงอย่างเดียวก็ดีอยู่แล้ว

อย่าแสดงหนังเลย

สงสารกาย ริทชี่จริงๆ ว่ะ
#4 by Archbishop (203.209.126.213) At 2005-05-31 12:26,
มาดอนน่า เป็นคนที่ผมใช้คำว่า ศิลปิน ได้เต็มปาก
#3 by dj-indy.exteen At 2005-05-27 15:10,
เย้ อัพบ่อยๆเน้อ
#2 by plynoi แว่วศรี At 2005-05-26 22:50,
ขอบคุณมากค่ะ
มาอัพบ่อย ๆ นะคะ
ว่าแต่วงต่อไปจะเป็นอะไรเนี้ยะ

ลุ้น ๆ

new order ดีแมะ
(แอบชักนำ)
#1 by dubb ® At 2005-05-26 22:21,