2005/Jul/22

New Orderยุคปัจจุบัน (ซ้ายไปขวา):Peter Hook,Stephen Morris,Bernard Sumner,Phil Cunningham

NEW ORDER

ตั้งวง : ปี 1980 ในแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

New Order เป็นวงที่ตั้งขึ้นหลังจากที่ Joy Division ซึ่งเป็นวงโพสต์พั๊งค์ของอังกฤษ สลายตัวไป เนื่องจากเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นในวง จากการเสียชีวิตของ เอียน เคอร์ติสนักร้องนำ ต่อมาสมาชิก Joy Division ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นใหม่ ชื่อ New Order ซึ่งภายหลัง กลายเป็นวงที่มีอิทธิพลต่อศิลปินอื่น ๆ มากที่สุดวงหนึ่งในยุคทศวรรษที่ 80 แนวเพลงของ New Order เป็นแนวอีเล็คโทรนิค ผสมจังหวะดิสโก้ แนวอันเดอร์กราวด์ ซึ่งต่อมา วงในยุคเดียวกับ New Order ก็หันมาทำเพลงแนวเดียวกัน คือเพลงป๊อป ที่มีซินธีไซเซอร์เป็นหลัก (ถ้าวงไทยก็ประมาณ Moderndog ที่ซาวนด์ออกมาอย่างนี้)

จุดเริ่มต้นของ New Order อยู่ในช่วงกลางปี 1976 เมื่อเบอร์นาร์ด ซัมเนอร์(B.1956) (นามสกุลเดิม อัลเบร็คท์) มือกีต้าร์ กับปีเตอร์ ฮุค(B.1956) มือเบสประกาศจะตั้งวงของตัวเอง เนื่องจากประทับใจแนวเพลงของ Sex Pistolsที่กำลังดังมากในช่วงนั้น ต่อมาทั้งสอง ก็รับเอียน เคอร์ติส(B.15 กรกฏาคม ปี1956 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ เกิดวันเดียวเดือนเดียวกะเราเลยแฮะ)มาเป็นนักร้องนำ และรับสตีเฟ่น มอร์ริส(B.1957) มาเป็นมือกลอง ทั้งสี่ตั้งวงชื่อ Joy Division ในปี 1979 Joy Division ก็ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อว่า Unknown Pleasures และหลังจากทำอัลบั้ม Closer งานชุดที่ 2 เสร็จ เอียน เคอร์ติส ก็แขวนคอตายในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ทำให้สมาชิกในวงที่เหลืออีก 3 คนหมดกำลังใจ และตัดสินใจยุบวงในทันที (ในเมืองไทยค่อนข้างหายากหน่อย สำหรับJoy Division ผมก็ไม่เคยฟัง) แต่อีกไม่กี่เดือนต่อมา ทั้งสามก็รวมวงใหม่ พร้อมหามือคีย์บอร์ดมาอีกคนคือ จิลเลียน กิลเบิร์ท แฟนของสตีเฟ่น มอร์ริส (บางทีเธอก็เล่นกีต้าร์ด้วย) แล้วตั้งชื่อวงว่า New Order ส่วนเบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ก็กลายเป็นนักร้องนำแทนเอียน เคอร์ติส

เอียน เคอร์ติส

Gillian Gilbert

ในเดือนมีนาคม 1981 New Order ก็ออกซิงเกิ้ลแรก Ceremony ซึ่งเดิมทีเป็นงานที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัย Joy Division เพลงนี้เป็นเพลงที่มีเมโลดี้แต่ฟังแล้วเครียด หลังจากนั้นไม่กี่เดือน New Order ก็ออกอัลบั้ม Movement แนวเพลงในอัลบั้มนี้เป็นคล้าย ๆ กับ Joy Division ทำให้มีหลายคนสบประมาท New Order ว่าขายของเก่ากิน ดังนั้นเมื่อ New Order ออกซิงเกิ้ลใหม่คือ Everything's Gone Green สมาชิกวงทั้งสี่ จึงผสมเสียงซินธีไซเซอร์ กับซีเควนเซอร์ตามแนวเพลง ที่มี Kraftwerk เป็นต้นแบบ ทั้งยังมีจังหวะ อิเล็คทรอนิค จากแนวเพลงอันเดอร์กราวด์ของนิวยอร์ค ผสมอยู่ด้วย

ผลงาน Temptation ในปี 1982 ก็ออกมาในแนวเดียวกัน และได้รับความนิยมจากผู้ที่ชอบเที่ยวคลับ เช่นเดียวกับผลงานก่อนหน้านั้น หลังจากนั้น New Order ก็หยุดพักไป 1 ปี และกลับมาอีกครั้งในปี 1983 ด้วยเพลงเปรี้ยวจี๊ดอย่าง Blue Monday ปกซิงเกิ้ลนี้ ออกแบบมาให้ไม่มีรายละเอียดของวงเลย เพื่อให้ดูคล้าย ปกแผ่นดิสค์สำหรับคอมพิวเตอร์ นับเป็นบุคลิกส่วนตัว ของวงที่มักจะทำตัวลึกลับ ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับ New Order วงที่มีเสียงร้องที่ฟังดูเศร้า และเย็นชาของ เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ เนื้อเพลงที่มีความหมายเป็นนัย และเสียงสังเคราะห์ ที่ไร้ชีวิตชีวาจากจากกลองไฟฟ้า

Blue Monday เป็นซิงเกิ้ล 12 นิ้ว ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายกว่า 3 ล้านแผ่นทั่วโลก หลังจากออกอัลบั้มต่อมาคือ Power, Corruption and Lies ในปี 1983 New Order ก็ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ อาร์เธอร์ เบเคอร์ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีใครรู้จักในซิงเกิ้ล Confusion เพลงเต้นรำที่ล้ำยุคสุด ๆ อีกหนึ่งเพลง Confusion สามารถบุกเข้าไปฮิตแม้แต่ในอันดับเพลงประเภท อาร์แอนด์บี ของอเมริกา ความสำเร็จของ New Order ในอเมริกา ทำให้พวกเขาได้เซ็นสัญญากับค่ายคิวเวสต์ ของควินซี่ โจนส์ (ศิลปินแนวแจ๊สอาร์แอนด์บีที่มีชื่อเสียงมากคนนึงในอเมริกา ที่ในปลายๆ70-80ก็มาตั้งค่ายเทปนี้ นักร้องในสังกัดก็ประเภท James Ingram,Patti Austin อะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแนวR&B ไม่ทราบว่าค่ายเจ๊งไปหรือยัง เพราะไม่มีข่าวเลยเกี่ยวกับค่ายนี้ แต่ควินซี่ โจนส์ยังอยู่นะครับ)อย่างไรก็ดี New Order ไม่ได้มีผลงานอะไร ออกมามากนัก นอกจากซิงเกิ้ล 2 แผ่นคือ Thieves Like Us และ Murder ในปี 1984

หลังจากซิงเกิ้ลยอดเยี่ยมอย่าง The Perfect Kiss ที่ได้รับคำวิจารณ์ดีมาก New Order จึงกลับมาอีกครั้งในปี 1985 กับอัลบั้ม Low-Life อัลบั้มที่แหวกม่านประเพณี ด้วยการขึ้นรูปสมาชิกทุกคนบนหน้าปก ให้ความรู้สึกว่า New Order ลงมาสัมผัสกับแฟนเพลงมากขึ้น ซึ่งก็ได้ผล ปี 1986 New Order ออกอัลบั้ม Brotherhood พร้อมซิงเกิ้ล Bizarre Love Triangle ที่เจาะตลาดเพลงป๊อปได้สำเร็จ ปีถัดมา New Order ออกอัลบั้ม Substance เป็นงานรวมซิงเกิ้ล และรีมิกซ์ อัลบั้มนี้เป็นที่ต้องการ ของแฟนเพลงมาก โดยเฉพาะในอเมริกา และงานชุดนี้ ทำให้ New Order เป็นที่รู้จักทั่วไป โดยติด ท็อป40 ของอันดับประเภทอัลบั้มด้วย

มีเพลงใหม่ในอัลบั้มที่ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลด้วยคือ True Faith ซึ่งขึ้นถึงอันดับ 32 ในตารางอันดับเพลงป๊อป ของอเมริกา ซิงเกิ้ล Blue Monday ถูกนำรีมิกซ์ และออกจำหน่ายใหม่อีกครั้งในชื่อ Blue Monday 1988 ส่วนในปี 1989 New Order ออกอัลบั้ม Technique ซึ่งเน้นแนวแด๊นซ์มากที่สุด ในบรรดาผลงานของ New Order ทั้งหมด เพลงฮิตจากอัลบั้มนี้คือ Fine Time และ Round And Round หลังจากบันทึกเสียงเพลงธีม ประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก ให้ประเทศอังกฤษในปี 1990 คือ World In Motion (ซึ่งต่อมาในปี2002 เพลงนี้ก็ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลขายใหม่ เพลงนี้ปัจจุบันคนก็ยังฮิตอยู่นะ โดยเฉพาะคอบอลอังกฤษเขา) คณะ New Order ก็พักยาว สมาชิกแต่ละคนไปทำงานส่วนตัว เช่น ปีเตอร์ ฮุค ก็ไปตั้งวง Revenge ส่วน สตีเฟ่น มอร์ริส กับ จิลเลียน กิลเบิร์ต ซึ่งเป็นแฟนกันมานาน ก็ไปทำเพลงประกอบรายการโทรทัศน์ ในชื่อนามวง The Other Two และที่เด่นที่สุดก็คือ เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ ซึ่งไปจับมือกับ จอห์นนี่ มาร์ อดีตมือกีต้าร์ของ The Smiths กับ นีล เทนแนนท์ จาก Pet Shop Boys ตั้งวง Electronic ขึ้น มีซิงเกิ้ลติด ท็อป 40 คือเพลง Getting Away With It และ Get The Message

ในปี 1993 New Order ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง อัลบั้มชุด Republic ที่ออกมาหลังการรวมตัวกันครั้งนี้ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ New Order คือเกือบจะติดท็อป 10 ในอเมริกา ในขณะที่แฟนเพลงเก่า ๆ กลับเห็นว่า New Order เริ่มทำเพลงเอาใจตลาดมากเกินไป หลังออกอัลบั้ม New Order ก็ออกทัวร์โปรโมตอัลบั้ม ท่ามกลางข่าวที่เล็ดลอดออกมาว่า สมาชิกในวงไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ New Order ก็ไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธข่าวเรื่องแตกวง อัลบั้มชุดนี้มีเพลงฮิตคือ Regret,World,Ruin In A Day และ Spooky และไม่นานทางวงก้ออกอัลบั้มรวมฮิต ซึ่งก็ขายได้ดี

ช่วงกลาง ทศวรรษที่ 90 สมาชิกของวง กระจัดกระจายกันไปคนละทิศ เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ กับเพื่อน ๆ Electronic ก็ออกอัลบั้มชุดที่ 2 ใช้ชื่อว่าRaise The Pressure ในปี1996 (ชุดนี้พอหาได้ ลองไปดูที่ร้านเมนูเพลงที่บางกะปิอาจยังมีเหลืออยู่ เป็นเทป โดยรวมก็โอเค)และTwist Tendernessในปี1999 (ซึ่งทั้งสองชุดนี้Neil Tennantไม่ได้มีส่วนร่วมอีกต่อไป) ส่วน ปีเตอร์ ฮุค ก็เริ่มทำงาน กับวงใหม่ชื่อ Monaco

ในปีคศ.1998 New Orderกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในการแสดงคอนเสริต์ที่เมืองReading ในอังกฤษ โดยสมาชิกครบหมดครับ (VH1เคยเอามาฉายให้ดูด้วยนะครับ) ปีนี้ผู้จัดการของวง ร็อบ เกร็ตตั้นเสียชีวิต และได้แอนดี้โรบินสัน และรีเบคก้า บอลตั้นมาเป็นผู้จัดการให้แทน

Brutal เป็นผลงานชิ้นแรกของ New Order ใน รอบหลายปี โดยซิงเกิ้ลนี้อยู่ในอัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Beach ที่ออกฉายในปี 2000 ด้วย

ในปีคศ.2001 New Orderได้ออกอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า Get Ready ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ห่างจากRepublicไป8ปี แต่ก็มีปัญหาคือ Gillian Gilbert ไม่สามารถมาเล่นให้วงได้ เพราะลูกของเธอที่เกิดกับStephen Morris (ทั้งคู่แต่งงานเรียบร้อยแล้ว)ป่วยหนัก ทางวงจึงได้Phil Cunningham อดีตสมาชิกวงMarion มาเล่นคีย์บอร์ด/กีต้าร์ให้แทน อัลบั้มชุดนี้ดนตรีค่อนข้างจะหนักหน่อย โดยมีซิงเกิ้ลเปิดตัวคือCrystal และ60 Miles And Hours ซึ่งก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แต่แฟนๆก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

หลังจากอัลบั้ม Get Ready ก็ไม่ค่อยมีข่าวคราวของทางวงมากนัก ทางวงก็ยังทัวร์จนกระทั่งปีคศ.2002 ทางวงก็พักวง พอมาปีคศ.2003ทางวงก็เริ่มทำอัลบั้มใหม่ และทางวงก็ได้ประกาศว่า ชุดต่อไปจะหันไปทำแนวเพลงแบบยุคแรกๆ และในปีคศ.2005 เมื่องานเสร็จสิ้นสมบูรณ์ อัลบั้มชุดล่าสุดที่มีชื่อว่า Waiting For The Sirens Call ที่หันกลับไปสู่แนวทางเดิมๆสมัยNew Orderยังเป็นเฟรชชี่อยู่ และมีหน้าปกที่เรียบง่าย ก็ออกมาอาละวาดในแผงเทปจนได้ (Phil Cunningham กลายเป็นสมาชิกของวงอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนGillian Gilbert เป็นแม่บ้านครับ แฮ่ๆ) โดยอัลบั้มชุดนี้ Phil Cunninghamมีส่วนร่วมในการทำเพลงมากขึ้น และก็สามารถทดแทนGillian Gilbertได้อย่างดี อัลบั้มWaiting For Sirens Call และซิงเกิ้ลเปิดตัวแรกคือ Krafty ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในอังกฤษและเหล่าแฟนเพลง โดยติดTop Ten ในUk Chart ซิงเกิ้ลต่อมาคือ Jetstream ที่ได้Ana Matronix(สะกดถูกหรือเปล่า) ศิลปินกะเทยของวงเกย์สุดเพี้ยนอย่างScissors Sisterมาร่วมร้องด้วย ก็ได้รับความนิยมอีก และซิงเกิ้ลต่อมาคือ Waiting For Sirens Call ก็กำลังจะออกมาในเดือนก.ย.นี้

ทราบหรือไม่ว่า...
เสียงบ่นงึมงำอยู่ท้ายเพลง Perfect Kiss กับ ต้นเพลง This Time Of Night ในอัลบั้ม Low Life เขาพูดว่าอะไรกัน? ถ้าเปิดเสียงดังสุด ๆ คุณจะได้ยินเขาพูดว่า "I'm one of the few people who lives what's called a low life". เป็นการนำคำพูดของ เจฟฟรีย์ เบอร์นาร์ด นักเขียนจากนิตยสาร เดอะ สเป็คเทเทอร์ ของอังกฤษ มาแซมเพิ่ลไว้ในเพลง เจฟฟรีย์พยายามจะฟ้อง New Order ทางวงเลยจัดการบันทึกเสียงทับประโยคนั้น ให้ฟังดูจนจับใจความเกือบไม่ได้

วงดนตรีที่เล่นในMusic Video เพลง Crystal ของNew Order ในปีคศ.2001 ก็คือวง The Killers นี่เอง (แหล่งข่าวจากNeworderonline.com)

อัลบั้มสุดท้ายที่เอียน เคอร์ติสฟังในชีวิตก่อนที่จะฆ่าตัวตาย คือ "The Idiot"ของIggy Pop
(เกร็ดจากneworderonline.com)


edit @ 2005/07/25 18:04:37


edit @ 2005/09/22 13:54:08

Comment

Comment:

Tweet


<a href="http://www.topdissertations.com">Custom thesis</a> or <a href="http://www.topdissertations.com">dissertation service</a> should be fit for students. And you write superb french dissertation about this good post.
#9 by SophiaCruz (91.212.226.136) At 2012-02-28 01:31,
GILLIAN น่ารัก

เห็นเจ๊แล้วนึกถึงแฟนเก่า ฮุฮุๆๆ

เมื่อก่อนเคยจีบสาวคีย์บอร์ดอยู่คนหนึ่ง...
#8 by คนคนหนึ่ง (61.7.174.196) At 2010-10-02 11:15,
ชอบ Ian Curtis ไมต้องสงสัยเลย ว่าคนส่วนมาก ถ้าชอบเอียนก็จะชอบมาก แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบเลย (ในเรื่องของเสียง) และเพราะอะไรที่เค้าถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น เพราะว่าเค้าคือต้นแบบของวง โพสพังค์ในยุคนี้ไงละครับ ที่ได้รับอิทธิพลของเค้ามาเต็มๆ อย่าง Interpol - Editors - Whith Lies เป็นต้น เอาง่ายๆ คือเป็นเจ้าพ่อโพสพังค์แหละครับ ก็เลยเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนจะชอบเอียน เคอติส ในถานะ คนสร้างแนวดนตรีโพส พังค์ อ่อ อีกนิด ในขณะ มันมีแต่วงพังค์ ร็อคไงครับ อย่างเซ็ก พิสทอล ที่ทำให้พวกเขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะรวมตัวกัน พอเป็นโพสพังโดยการเอาภาคริธึมดนตรีเต้นรำมาใส่ บวกกับเสียงร้องร้องที่ต่ำและเนื้อเพลงที่เก็บกด มันก็เลยกลายเป็นดนตรีแขนงใหม่โดยมี จอย ดิวิชั่นเปนคนนำนั่นเอง เพราะงั้น คงหายสงสัยแล้วนะครับ ว่าทำไม มีอัลบั้มน้อยแต่มีอิทธิพลไปทั่วโลก เพราะว่าเค้าเป็นตำนานและเป็นวงแรก(ในความคิดผม) ที่ทำให้โพสพังค์เป็นที่รู้จัก ส่วนการตีความแนวเพลง ในขณะที่พังร็อค จะแสดงความเกรี้ยวกราด ทั้งเสียงร้องและดนตรี แต่โพสพังค๋ตรงกันข้ามครับ ทั้งเสียงร้องและดนตรี จะเป็นลักษณะของความเก็บกด อดกลั้น ความรู้สึกที่อึดอัดจากภายในครับ เพลงส่วนมากจึงเครียด และเนื้อหาเศร้าหมองอย่างแรง ...
#7 by Eddy (58.8.101.176) At 2009-01-20 02:06,
อ่านประวัติ 80 -90 เท่ห์ ไปหาหนังสือนิตยสารไทยชื่อ crush หรือ clash จำไม่ได้มาอ่าน เป็นสองพาษา น่าสนใจมาก อยุ่ในบทความ clubklass มีปกเเผ่นหายากไห้ดุอิกครับ
#6 by รักบริทป็อป (124.120.127.222) At 2008-05-01 14:36,
#5 by ok (203.113.15.234 /125.27.130.101) At 2007-02-21 20:20,
^
ขอบคุณฮ่ะ (นึกว่าเป็นแฟนเหนียวแน่น อิอิ)
ก๊อแค่ข้อสงสัยส่วนตัวเฉย ๆ ง่ะ (แต่ถ้าพูดถึง joy division ทีไร ตัวเราเองก็นึกถึง curtis ทู้กกกที อิอิอิ)
#4 by dubb ® At 2005-08-07 21:20,
จะพยายามไปหามานะ เพราะว่าผมก็ไม่ได้เป็นแฟนของวงนี้เท่าไหร่
#3 by Remember The Eighties At 2005-07-23 23:24,
ชอบธีมนี้ค่ะ อ่านสบายตาดี

ปล. ช่วยวิเคราะห์หน่อยได้ไม๊คะ ว่าทำไม Ian Curtis ถึงมีอิทธิพลต่อแฟนเพลงในยุคนั้น จนถึงยุคนี้มากเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่มีผลงานแค่อัลบั้มเดียว (แถมเสียงยังไม่เพราะอีกตังหาก ) ก็ชิงอัตตวิบากกรรมเสียก่อน
#2 by dubb ® At 2005-07-23 19:51,
อยากอ่านสมัยเป็น Joy Division มั่งอ่ะนะ
เคยฟังเพลง Love will tear us apart ที่A1 Peopleเอามาทำใหม่ มันเพราะดี...
#1 by อั๊พ At 2005-07-22 22:59,