2005/Oct/15

ในปลายปียุค80 ได้มีศิลปินคนหนึ่ง ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงยุค80 ด้วยเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์และใหญ่แบบมีเสน่ห์เกินกว่าที่คนอายุ21จะทำได้ และทำนองที่ติดหู และการที่มีทีมโปรดิวเซอร์ชั้นเยี่ยมอย่างStock Aitken Waterman ก็ทำให้ศิลปินที่มีชื่อว่า Rick Astley สร้างประวัติศาสตร์ในวงการเพลงว่าเป็นนักร้องที่ติดในหนังสือGuinness Bookว่ามีซิงเกิ้ลติดTop10 ถึง8เพลง ในอังกฤษ และยังไม่มีใครทำลายได้เลย ถึงแม้ชื่อเสียงของเขาจะค่อยๆเลือนหายไปในปี90 แต่เมื่อเขากลับมา แฟนเพลงในอังกฤษก็ยังคงให้การต้อนรับอย่างเหนียวแน่น และคาดว่าทั่วโลกด้วย

Rick Astley เกิดในปี 1966 วันที่6 กุมภา ที่ประเทศงกฤษ ตอนเด็กๆเคยเป็นนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ แต่เมื่อวัยรุ่นก็ตั้งวงกับเพื่อนในโรงเรียน ที่มีชื่อว่า Give Way ต่อมาไม่นานวงนี้ก็ยุบไป และRickก็ไปฟอร์มวงใหม่กับเพื่อนที่มีชื่อว่า FBI และได้แสดงตามผับต่างๆในอังกฤษ ได้รับความนิยมพอสมควร โดยเพลงที่วงนี้ร้องก็จะเป็นการนำเพลงเก่าของคนอื่นๆมาร้องใหม่ แต่วงนี้ก็มีผู้จัดการเป็นของตัวเองนะครับ ตอนแรกRick เป็นมือกลองให้กับวงนี้ พอศิลปินในวงออกจากวงไป เขาก็ได้รับหน้าที่ในการร้องนำแทน และก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปตลอดกาลเมื่อ Pete Waterman 1ในทีมProducer ของStock,Aitken,Waterman ที่เคยProducedให้ศิลปินอย่าง Dead Or Alive,Bananarama ดังระเบิดมาแล้ว (ไม่ขอรวมKylie Minougeเพราะช่วงนั้นKylieยังไม่ได้ถูกปั้น) มาดูวงแสดง Waterman ชอบอกชอบใจในน้ำเสียงที่ใหญ่และทรงพลังเกินวัย จึงเสนอให้Rick AstleyออกจากวงFBIเพื่อมาทำอัลบั้มกับเขา ตอนแรกRickปฏิเสธ เพราะเขามีความผูกพันธ์กับวงนี้มาก แต่ต่อมาสมาชิกในวงก็มีความรู้สึกว่า หากเขาไม่ขอให้Rick ยอมรับข้อเสนอของPete Waterman จะเป็นการปิดกั้นอนาคตของเขา ดังนั้นRick จึงยอมรับข้อเสนอและย้ายไปอยู่London (อะไรมันจะดีขนาดนั้น)

Rick Astley เมื่อทำงานร่วมกับ Pete Waterman และทีมโปรดักชั่น Stock Aitken &Waterman ในPWL Studios ที่เมืองLondon Rick Astleyได้เรียนรู้ในการแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ อีกทั้งยังได้ฝึกการแต่งเพลง และการProducedเพลง ซึ่งจะมีผลในอัลบั้มในอนาคตของเขา และแล้ว อัลบั้มWhenever You Need Somebody อัลบั้มชุดแรกในชีวิตของเขา ก็ออกมาในปี1987 เดือนมกรา และซิงเกิ้ลแรกของเพลงนี้ Never Gonna Give You Up ขึ้นถึงอันดับหนึ่งนานถึง5สัปดาห์ Whenever You Need Somebodyซิงเกิ้ลที่2 ขึ้นถึงอันดับ1 ใน7ประเทศ และในอัลบั้มนี้ Rick Astleyมีส่วนร่วมในการแต่งเพลง4เพลง

อัลบั้มwhenever You Need Somebody ขึ้นถึงอันดับ1 ขายได้ 15.2 ล้านแผ่นทั่วโลก เรียกได้ว่าอัลบั้มชุดนี้ขายได้มากที่สุด กระหึ่มที่สุดในปี1987 และในประเทศอังกฤษก็ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีมากที่สุดในปลายยุค80 ในปี1988 ในงาน BPI Awards เพลงNever Gonna Give You Up ได้รับรางวัล Best Single Award และก็ได้ร้องสดๆต่อหน้าแฟนเพลงทั่วโลกในเวทีและนอกเวที 100 ล้านคนดู และการแสดงครั้งนี้ ถือเป้นการพิสูจน์ให้แฟนเพลงทั่วดลก รู้ว่า เขามีดี

ในช่วงนั้นแฟนเพลงในประเทศอังกฤษไม่มีใครไม่รู้จัก Rick Astley จากศิลปินธรรมดา ธรรมดากลายมาเป้นซุเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน แต่เขาก็ไม่ได้หลงไปกับชื่อเสียง และซุ่มพัฒนาฝีมืออยู่เรื่อยๆ

นอกจากนั้น เพลงที่ถูกตัดออกเป้นซิงเกิ้ลอย่าง When I Fall In Love ที่RickนำของNat King Cole มาร้องใหม่ ,แล้วก็มีเพลงอื่นๆอย่าง My Arms Keep Missing You,Together Forever,It Would Take A Strong Strong Man ก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยเฉพาะเพลงTogether Forever ขึ้นถึงอันดับ1ในอเมริกา อัลบั้มWYNS (ขอย่อละกัน) ขายได้ในอเมริกา 2ล้านแผ่น และติดTop 10 ในBillboard Chart พูดง่ายๆก็คือ อัลบั้มชุดนี้ ประสบความสำเร็จทั่วโลก โดยเฉพาะในอังกฤษ และอเมริกา และทำให้เขาได้รางวัล แกรมมี่ ในสาขา Best New Artistในปี1988 ความสำเร็จครั้งนี้ต้องยกให้แก่ Stock Aitken &Waterman ที่สามารถปั้นดินให้เป็นดาว และความสามารถของRick และอย่าลืมนะครับว่า คนที่ทำให้Rickมีวันนี้ได้ ก็คือวงเก่าของRick นั่นก็คือFBIนั่นเอง เพราะหากสมาชิกในวงไม่ขอร้องให้Rickรับข้อเสนอของPete Waterman ทั้งๆที่เจ้าตัวก็ไม่อยากจะไปอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ ซึ่งหายากมากในวงการเพลงปัจจุบัน ที่สมาชิกในวงยินดีที่จะให้ตัวเด่นในวงได้ดิบได้ดี แม้ว่าวงFBIจะต้องยุบไปก็ตาม

และอีกสาเหตุหนึ่งคือ Rick Astleyไม่เคยมีข่าวในแง่ลบเลย แม้แต่น้อย ซึ่งก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาไม่ดับลงไปง่ายๆ จนกระทั่งปัจจุบัน

แต่ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันเมื่อเกิดไฟไหม้ในPWL Studios ทำให้วัตถุดิบของ Rick Astleyที่จะทำในอัลบั้มชุดที่2 โดนทำลายไป และกว่าจะกู้คืนมาได้ ก็ค่อนข้างนาน ทำให้อัลบั้มชุดที่2 Hold Me In Your Arms ต้องเลื่อนการวางจำหน่าย ไปเป็นเดือนมกรา ในปี1989 อัลบั้มชุดนี้มีเพลงที่ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลคือ She Wants To Dance With Meซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกที่Rick Astleyแต่งเอง ติดTop10ในอังกฤษ แล้วก็มีเพลงที่Stock Aitken&Waterman แต่งอย่าง Take Me To Your Heart(อย่าไปจำผิดกับเพลงของMichael Learns To Rockนะครับ คนละเพลงกัน) และเพลงที่Rickแต่งเองอย่าง Hold Me In Your Arms ก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน อัลบั้มชุดนี้Produced โดย Stock Aitken&Waterman เช่นเดิม แต่Rickจะมีส่วนในการแต่งเพลงและProducedมากขึ้น อัลบั้มชุดนี้ดังไม่เท่าชุดแรก แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากเช่นกัน ในเดือนธันวา Rick Astley ไปแสดงสดรอบโลก ในอเมริกา,อังกฤษ,แคนาดา,ออสเตรเลีย,ญี่ปุ่น (ไม่มีเมืองไทย เสียดายจัง แต่ตอนนี้ผมยังไม่เกิดเลย) และทุกงานบัตรขายหมดครับ

เมื่อจบงานทัวร์แล้ว Rickได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการแสดงตามงานต่างๆ และทำให้ เขามีความรู้สึกว่า เขาไม่จำเป็นจะต้องรับความช่วยเหลือจากStock Aitken &Waterman อีกต่อไป พูดง่ายๆคือ เขามีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีอิสระในการทำเพลงของตัวเอง เป็นเหมือนหุ่นเชิดของ Stock Aitken&Waterman แม้ว่าเขาจะชื่นชมStock Aitken&Waterman มาก แต่ตอนนี้เขาควรจะทำอะไรด้วยตัวเอง และในที่สุด Rickก็ฉลองวันเบญจเพสของตัวเองด้วยการตัดสินใจออกจากกลุ่มนี้ไป แล้วก็ไปเซ็นสัญญากับค่าย RCA/BMG ซึ่งได้ให้อิสระในการทำเพลงของเขาอย่างเต็มที่ และเขาก็ได้ทำอัลบั้มใหม่และร่วมแต่งเพลงกับ Mark Kingมือเบสและนักร้องนำของวงLevel 42 ,Rob Fisher สมาชิกวงClimie Fisher (และมีป้าElton Johnมาเล่นเปียโนให้2เพลงด้วยให้อัลบั้มชุดนี้) และในที่สุด อัลบั้มชุดที่3 ที่มีชื่อว่า Freeก็เสร็จสิ้น ชุดนี้เขาProducedคู่กับGary Stevenson และทุกเพลงเขาจะมีส่วนร่วมในการแต่งด้วย ยกเว้นบางเพลงที่ให้คนอื่นแต่งบ้าง และอัลบั้มนี้มีเพลงฮิตอย่าง Cry For Help ซึ่งเขาแต่งคู่กับRob Fisher ซึ่งได้Ann Dudley สมาชิกวงArt Of Noiseมาเรียบเรียงเสียงเครื่องสายเครื่องเป่า และAndrae Crouch กอสเปลเลอร์ชื่อดังในยุคนั้น มาเรียบเรียงเสียงประสานให้ เพลงนี้ติด Top Ten ในอังกฤษ และทำให้เขาได้ลงในGuinness Bookว่าเป็นศิลปินคนแรกที่มีซิงเกิ้ลถึง8เพลง ติดTop Ten ในอังกฤษ และยังไม่มีใครทำลายสถิติได้ นอกจากนั้นยังมีซิงเกิ้ลอย่าง Move Right Out และ Never Knew Love อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จเช่นกันติดTop TenในUK Chart ในอเมริกาก็ถือว่าโอเค แต่ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์เท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะว่า อัลบั้มนี้ Stock Aitken Waterman ไม่ได้Producedให้ นักวิจารณ์อาจจะยังไม่ค่อยแน่ใจในการตัดสินใจของRick Astley และยังไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่ แต่ของแบบนี้มันก็ต้องลองอ่ะนะ สำหรับผม ผมคิดว่าชุดนี้ก็โอเคนะ แต่ไม่ดีเทียบเท่า ชุดแรกๆ

ในปี1993 เขาออกอัลบั้มBody & Soul และแต่งเพลงร่วมกับ Rob Fisher และ Lisa Stanfield ในปีนี้ภรรยาของRickได้ให้กำเนิดลูกสาวครับผม แต่อัลบั้มชุดนี้ไม่ได้รับการโปรโมตจากค่ายเทปเท่าใดนัก จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักในอังกฤษและอเมริกา หลังจากนั้นRick ก็เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองอยากจะขอพักจากวงการเพลงบ้าง เนื่องจากเขาเริ่มไม่สามารถแบกรับแรงกดดันในวงการเพลงได้ และต้องการไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่ไปดูแลลูกสาวและครอบครัว แต่ก็ยังคงแต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่นๆบ้าง ช่วงนี้Rick Astleyแทบจะไม่มีข่าวคราวให้ได้ยินเลย

Rick Astley กลับมาอีกครั้งในปี2001 และเซ็นสัญญากับค่ายPolydor ออกอัลบั้มKeep It Turned On ในช่วงที่เขาหายไปนั้น เขาก็ซุ่มทำเพลงอยู่เสมอๆ อัลบั้มชุดนี้ แนวเพลงจะออกเทคโนนิดๆ แต่เสียงของพี่แกมีความรู้สึกว่า ใหญ่แบบแก่ลง เหอะๆ อัลบั้มชุดนี้มีซิงเกิ้ลแค่เพลงเดียวคือ Sleeping ซึ่งออกจะเป็นแนวดิสโก้ และได้รับความนิยมในทวีปยุโรป และถึงแม้อัลบั้มชุดนี้จะมีแค่ซิงเกิ้ลเดียว แต่ก็เพียงพอที่จะให้เขาได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จแบบอบอุ่นครับ (ไม่เปรี้ยงปร้าง แต่ได้รับการตอบรับอยางดีจากแฟนเพลงของเขา)

ในปี2002 ค่ายBMGออกอัลบั้มรวมฮิต และก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยติดTop Tenในอังกฤษ และTop 20 ในอเมริกา

ในปี2003 Rick astleyไปโผล่และมีส่วนในอัลบั้มของเพื่อนของเขาที่เป็นนักแบนโจ ที่มีชื่อว่าMax (หรือ Holger Hubertus Hoetzel)ที่ออกอัลบั้มในปี2003 ที่มีชื่อว่า Blue Lounge อัลบั้มชุดนี้Rick Producedให้2เพลง คือเพลง This River และ Prince Of Peace นอกจากนั้นยังแต่งเพลง และร้องประสานในบางเพลงด้วย (ข่าวดีครับ ชุดนี้ไม่มีขายในเมืองไทยครับ ลองหาตามCd WarehouseตรงซีดีImport ไม่ก็ซีดีมือสองอาจจะมีหลุดมาก็ได้) ผมก็ยังไม่เคยฟังเลย

ในปี2004 Rick Astleyออกทัวร์ในอังกฤษและไอร์แลนด์อีกครั้ง ในเดือนกันยายน หลังจากที่ห่างหายจากเวทีไปนานมากๆ และก็ไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง เพราะRickยังคงรักษามาตรฐานตัวเองได้ดีเยี่ยม และก็ประสบความสำเร็จด้วยดี และไม่นานเขาก็ได้เซ็นสัญญากับ ค่ายSony Bmg และมีสัญญาในการออกอัลบั้มถึง4ชุด

ปัจจุบันRick Astley ในวัย39ปี กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า Portrait ในปลายปีนี้แหละครับ สังกัดค่าย Sony Bmg เชื่อว่าน่าจะมีขายในเมืองไทยแน่นอน รู้สึกว่าเท่าที่สืบมา จะเป็นอัลบั้มที่มีเพลงใหม่กับเอาเพลงคนอื่นมาCover ใหม่ ก็ต้องติดตามดูว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ที่รู้ก็คือ Rick Astleyยังไม่หายจากวงการเพลงไปไหนแน่นอนครับผม!!!!!!

ข้อมูล:แปลมาจากประวัติในเว็บ rickastley.co.uk และเพิ่มเติมข้อมูลโดยผมเอง อย่างละครึ่ง ผิดพลาดประการก็ขออภัยด้วย ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริงทุกประการ


edit @ 2005/10/15 21:31:58

Comment

Comment:

Tweet


อาจจะมาตอบช้าไป 5 ปี แต่มายืนยันว่าในปี 2016 ลุงริคของเรายังมีชีวิตอยู่และยังคงร้องเพลงอยู่เสมอครับ :D 

#9 by Erika (180.183.155.153) At 2016-05-03 03:41,
เอ่อ...โทดทีนะครับที่ต้องถามอย่างนิ rick astley เสียชีวิดเเล้วเหรอครับ ที่ถามอย่างนิเพราะ ผมดูคลิปเพลงของเค้า เเล้วมีคลิปนึงที่อ้างว่า rick astley ตายเเล้ว ขอความกระจ่างด้วยครับ ผมกลุ้มใจมากเลย พึ่งจะปลื้มเค้าไม่ได้กี่วัน เอง มารุ้ข่าวลืออย่างนี้ ใจเสียเลยครับ
#8 by mike (180.183.185.15) At 2011-10-17 23:21,
ขอบคุณครับ ตามมาฟื้นความหลังดีๆเก่าครับ
#7 by คนวัยใกล้ 40 (125.26.69.130) At 2008-10-11 22:16,
Rick Astley was definitely a good singer but why don't you... use your own Bandwidth for the photos.

- A Raheja
Advocate, Delhi high Court
http://www.cyberlawyer.in
#6 by Ankur Raheja (59.176.31.61) At 2005-11-24 19:21,
แหม่ เสียดาย ผมดันเกิดไม่ทันอ่ะ โฮ
#2 by Remember The Eighties At 2005-10-20 21:04,
Rick Astley นี่...มาตอนเนื้อวัยรุ่นแตกเปรี๊ยะๆ พอดีเลย อิ อิ...ไป The Palace นีนะ...dance กระจายจริงๆ ยังนึกถึงเสียงหม่อมรุจ เวลาจัดรายการได้เลย...ที่เรียก Rick ว่า...เป็นนักร้องผิวขาวที่มีเสียงเป็นผิวดำ
#1 by pJaeng (203.121.152.245) At 2005-10-19 22:18,