2007/Feb/25

ไม่ได้อัพมาเป็นชาติและ กลับมาอัพอีกดีกว่า 55

ประวัติ Kenny G

 

พูดถึง Kenny Gแล้ว อาจจะเป็นได้ทั้งศิลปินที่คนฟังเพลง ทั้งรัก ทั้งชัง , นักแซกโซโฟนที่มีความสามารถ และประสบความสำเร็จสูงอีกคนหนึ่ง,
นักดนตรีที่ขายวิญญาณให้กับวงการเพลงป๊อบ , ไม่ใช่ศิลปินของแท้ หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายในแง่บวกหรือแง่ลบก็ตามแต่ แต่ก็นับว่าเป็นมือแซกโซโฟนที่มีความสามารถสูงและงานชุกอีกคนนึง ไม่ว่าจะเป็นในแนวป๊อบ แจ๊ส Adult Contemporary เขาก็ทำได้หมด แต่อาจจะเป็นเพราะนโยบายของค่ายเทปที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งเน้นเพลงตลาดเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้นักฟังเพลงที่ชอบเสพเพลงเจ๋งๆหรือนักวิจารณ์ไม่ค่อยจะชื่นชอบเท่าไหร่ แต่นั่นก็ทำให้เพลงของเขาฟังง่ายขึ้น จุดเด่นของเขาคือ เทคนิคการเป่าที่มีสไตล์เฉพาะตัว ฟังง่าย เข้าถึงง่าย จึงทำให้อัลบั้มทุกชุดของเขาไม่มีชุดไหนเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพลงของเขามักจะถูกใช้บ่อยมากในการทำโฆษณาต่าง ๆหรือแม้กระทั่งเดินห้าง


แต่ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่ผลงานของเขาในปัจจุบันออกจะเป็นแนว เอาเพลงคนอื่นมาArrange หรือ Coverใหม่เป็นส่วนใหญ่

 

 

 

Kenny G หรือ Kenneth Gorelick เกิดในปี1956 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ในเมือง Seattle , รัฐ Washington เริ่มสนใจในการเป่าแซกโซโฟนเป็นครั้งแรกเมื่อได้ดูรายการ Ed Sullivan Show และประทับใจในการเป่าแซกโซโฟนของคนที่อยู่ในรายการนั้น


หลังจากนั้นเขาก็ได้แซกโซโฟนตัวแรกในชีวิตจากแม่ของเขาเอง และได้ฝึกเป่าแซกอย่างจริงๆจัง โดยเพลงที่เขาฝึกฝนส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงของ Grover Washington Jr. ซึ่งแน่นอนว่า การเป่าแซกของเขาก็ได้รับอิทธิพลจาก Grover เป็นส่วนใหญ่ แต่ภายหลังก็ผสมผสานกับการเป่าในลักษณะเฉพาะตัวของเขาเอง

JEFF LORBER FUSION (คนกลางคือ Jeff Lorber ครับ)

 

Kenny G เริ่มเข้าสู่วงการเพลง และ ใช้ชื่อ Kenny G เป็นครั้งแรกในปี 1976 โดยรับหน้าที่เป็นนักแซกโซโฟนโซโลให้กับวง Barry White's Love Unlimited Orchestra แล้วก็เป่าให้กับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย จนจบการศึกษาจากมหาลัยวอชิงตัน ก็ได้ไปเป่าแซกโซโฟนให้กับวง
Jeff Lorber Fusion และได้เซ็นสัญญากับค่ายArista ในปี1982 ปีเดียวกันเองเขาก็ได้ทำอัลบั้มชุดแรกในชีวิตของเขาเอง ในชื่อชุดว่า "Kenny G" โดยมี Jeff Lorber เป็น Producerให้

บนซ้าย : Kenny G '82 บนขวา : G Force '83

ล่าง : Gravity '85

 

หลังจากนั้น ชุดที่2 ในปี 1983 "G Force" และชุดที่3 "Gravity" ในปี 1985 ที่เขาProducedงานเองก็ออกวางตลาด 3อัลบั้มแรกนั้นยังไม่ถือว่าเปรี้ยงปร้างอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าสร้างฐานคนฟังได้ดีทีเดียว (ปัจจุบัน3ชุดเป็นชุดที่หายากมากๆ ถ้าอยากลองฟังผลงานช่วงแรกๆของKenny G ก็อาจจะต้องโหลดมาฟังสถานเดียวถ้าไม่ได้ซื้อผ่านเน็ตนะ เพราะในเมืองไทยคงไม่มีขายแน่ๆ อยากบอกว่าชุดแรกๆของพี่แกก่อน Duotones กับปัจจุบันสไตล์เพลงต่างกันมาก)

 

แต่พอมาถึงอัลบั้มชุดที่4 "Duotones" ในปี1986 แค่เพลง Songbird ก็ทำให้ Kenny G ดังเปรี้ยงปร้างอย่างงดงามเลยทีเดียว หลังจากนั้น Kenny G ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินคนโน้นคนนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Aretha Franklin , Natalie Cole , Whitney Houston , Rippingtons และอื่นๆอีกเยอะ

และยังมีผลงานเดี่ยวอีกในปี 1988 คือ "Silhouette"

และอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จของเขามากที่สุดในปี1992 อย่าง "Breathless" ซึ่งขายได้กว่า 8 ล้านแผ่นในอเมริกา นั่นทำให้ในปี1992 Kenny G ทำยอดขายรวมไป 30ล้านแผ่นเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเพลงของเขาก็เริ่มกลายเป็นเพลงธุรกิจเอาใจตลาดมากขึ้น จนกลายเป็นศิลปินที่มีทั้งคนรัก และคนชังไปในเวลาเดียวกัน

 

ในปี1994 Kenny G ออกผลงานพิเศษรวมเพลงคริสต์มาส วันหยุดต่างๆ อย่าง "Miracles: The Holiday Album" และผลงานใหม่ในปี1996 อย่าง "The Moment" ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปี1998 ก็มีเพลง My Heart Will Go On ที่เป็นเวอร์ชั่นของเขาเองอีกด้วย

 

ในปี1998 Kenny G ทำอัลบั้มCover แนวJazz Standards ที่มีชื่อว่า "Classics In The Key Of G" แต่ในการทำอัลบั้มชุดนี้ Kenny G ถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างมากในการเอาเพลง What A Wonderful World ฉบับดั้งเดิมของ Louis Armstrongมา เเล้วอัดเสียงแซกของ Kenny G ทับลงไปในเพลงนั้น โดยเฉพาะ Pat Metheny มือกีต้าร์แจ๊สชื่อดังอีกคนหนึ่ง วิจารณ์ในการกระทำของ Kenny G ว่า "เป็นการดูหมิ่น Louis Armstrong อย่างมาก " แล้วยังมีคนที่ทำเพลงล้อเลียน Kenny G อีกมากมาย เช่น Richard Thompson , Mos Def แต่อย่างไรก็ตาม อัลบั้มชุดนี้ก็ขายดี

 

"Faith: A Holiday Album" ในปี 1999 เป็นอีกอัลบั้มผลงานพิเศษรวมเพลงคริสต์มาส วันหยุดต่างๆ ของKenny G และอีกชุดในทำนองเดียวกันอย่าง "Wishes: A Holiday Album" ในปี2002 ปีเดียวกันนี้เองที่Kenny G ทำอัลบั้มใหม่ของเขาจริงๆ ออกวางตลาดหลังจากทำอัลบั้มพิเศษมานานอย่าง "Paradise"

 

แต่หลังจากนั้นพี่แกก็ไปทำเพลงประเภทเอาของเก่าชาวบ้านเขามาทำใหม่ อย่าง "At Last...The Duets Album" ในปี2004 และล่าสุดในปี2006 กับ "I'm in the Mood for Love...The Most Romantic Melodies of All Time" ที่เอาเพลงเก่าของคนอื่นมาทำใหม่ เช่น You're Beautiful ของ James Blunt เป็นต้น

 

ปัจจุบัน Kenny G ยังคงออกทัวร์อยู่สม่ำเสมอ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาได้ร่วมงานกับศิลปินหลายเจ้าหลายคนมากมายเลยทีเดียว ในปี2003 Kenny G ทำยอดขายรวมตั้งแต่เริ่มเข้าวงการจนกระทั่งปี2003ได้ถึง 48 ล้านแผ่น ในอเมริกา

 

ผลงานชุดล่าสุดของ Kenny G มีชื่อว่า Rhythm & Romanc

 

เกร็ดที่น่าสนใจ :
นอกจากเป็นศิลปินแล้ว เขายังเป็นนักกอล์ฟที่เก่งมากในหมู่ศิลปินด้วยกัน ปัจจุบันเขาติดอันดับ1ในหมู่นักกอล์ฟที่เป็นศิลปินด้วยกัน โดยเบียด Vince Gill ไป

 

DISCOGRAPHY

STUDIO ALBUM:
Kenny G (1982)
G Force (1983)
Gravity (1985)
Duotones (1986)
Silhouette (1988)
Breathless (1992)
The Moment (1996)
Paradise (2002)

HOLIDAY ALBUMS:
Miracles: The Holiday Album (1994)
Faith: A Holiday Album (1999)
Wishes: A Holiday Album (2002)

LIVE ALBUMS:
Kenny G Live (1989)
Best (2006)

GREATEST HITS ALBUMS:
The Very Best of Kenny G (1994)
Kenny G - Greatest Hits (1997)
Ultimate Kenny G (2003)
The Greatest Holiday Classics (2005)
The Essential Kenny G (2006)

COMPILATION ALBUMS:
The Collection (1993)
Montage (1993)
In America (2001) ไม่มีขายในไทย
The Romance of Kenny G (2004) ไม่มีขายในไทย
The Holiday Collection (2006)ไม่มีขายในไทย

COVER ALBUMS:
Classics In The Key Of G (1999)
At Last...The Duets Album (2004)
I'm in the Mood for Love...The Most Romantic Melodies of All Time (2006)

EP :
Six of Hearts (1997) (จริงๆมันก็คือรวมฮิตดีๆนี่แหละครับ แต่แค่6เพลงเท่านั้น ไม่มีขายในไทยครับ)

Comment

Comment:

Tweet


In fact, university students don't have got lots of money to spend for writing. This cannot be an issue to become embarrassed. It can be simpler to order Freelance Essay Writing. Furthermore, it is a good path to save money!
#28 by Buy a Essay (31.184.238.21) At 2012-01-01 10:22,
To have success, different people should decide if they are willing to perform the write my essay knowledge or buy custom essay of supreme upper-class.
#27 by essay paper (31.184.238.21) At 2012-01-01 09:53,
this post - what a great article! Thanks a lot! We are willing to buy essay at the term paper writing service.
#26 by buy custom essay papers (31.184.236.16) At 2011-12-21 06:24,
Thank you for the information about this good topic and buy custom essay papers about this at every custom writing services.
#25 by buy essays (31.184.236.16) At 2011-12-19 14:21,
Buildings are not cheap and not every person is able to buy it. Nevertheless, loan are invented to support people in such hard situations.
#24 by mortgage loans (94.242.214.7) At 2011-12-10 02:49,
Some time ago, I did need to buy a car for my corporation but I didn't earn enough cash and could not order anything. Thank God my fellow suggested to take the loans at reliable creditors. Thence, I acted so and was happy with my financial loan.
#23 by business loans (95.64.12.20) At 2011-07-28 22:40,
ดีมาก
#22 by Gu_inw (110.168.46.84) At 2011-02-24 22:18,
ขอบคุงสำหรับข้อมูลดีๆค่ะbig smile
#21 by (202.29.22.242) At 2010-09-29 12:34,
เพราะดี อิอิ
#20 by (125.26.140.225) At 2010-08-05 03:27,
ชอบ kenny G มากที่สุด
มีซีดีหลายแผ่นเช่นกัน อิอิ

พอดีอยากรู้ประวัติของวง Journey อะคับ
รบกวนช่วยหาให้หน่อยคับ ขอบคุณมากคับ อิอิ
#19 by Lens (124.122.145.148) At 2010-07-02 09:00,
<a href="http://woqblijapsnexpc.com">lqcbqijehhljwup</a> http://cjkiifnyexghivs.com [url=http://qpzefzesbozxisn.com]myhupkcbwvpofhc[/url]
#18 by vxnwyvzfah (94.102.52.87) At 2010-06-13 23:28,
ชอบสุดๆเลยค่ะ
เวลาก่อนนอน ถ้าฟังเพลงของเขาแล้ว
หลับสบายแน่นอนเลย ฮ่าๆ

ชอบ The wedding song ฉบับของ Kenny G
มากๆเลย
#17 by แรคคูนหน้าเหยิน (117.47.221.45) At 2010-05-10 21:08,
ผมชอบมากเลยเพลง don't make me wait for love เนี่ยเพราะมากเลยbig smile big smile
#16 by คนรักkenny g (124.157.223.33) At 2009-01-23 19:46,
ไม่ได้อัพเป็นชาติเหมือนกัน ฮา ตอนนี้อัพแล้วsad smile
#15 by At 2009-01-09 14:35,
ใครมี link เพลงของ kenny g มั่งอ่ะ ช่วยบอกหน่อยดิ
#14 by pp (125.24.90.203) At 2008-05-29 17:56,
ชอบ keny g มากๆเลยเพลงของเขาเพราะทุกเพลง
#13 by pp (125.24.90.203) At 2008-05-29 17:53,
Pink Floyd
Pink Floyd rose from the ashes of an otherwise forgotten London band, Sigma 6, in 1965. Syd Barrett, Rick Wright, Roger Waters, and Nick Mason toyed with various names, including "The Meggadeaths", "the T-Set" and "the Screaming Abdabs", before settling on "The Pink Floyd Sound", inspired by American blues artists, Pink Anderson and Floyd Council.
Within weeks, the quartet had booked studio time at the "Thompson Private Recording Company", sited in the basement of a house. Here they recorded two songs, 'Lucy Leave', a Barrett original, blending pop and R&B, and a version of Slim Harpo's 'I'm A King Bee'. Although rudimentary, both tracks indicate a defined sense of purpose. Ditching the now-superfluous 'Sound' suffix, Pink Floyd attracted notoriety as part of the counter-culture centered in London.
Evolving quickly, Pink Floyd blossomed under Barrett's inspired leadership into a pre-eminent psychedelic pop band. Indeed, fuelled by Barrett's frequent adventures with LSD, the music soared into entirely uncharted sonic territory, combining the new pallet of distortion guitar with classically influenced organ and driving percussion. Lyrically, the songs painted a bemused and whimsical landscape of interstellar travel and childhood daydreams, a terrain perfectly suited as a soundtrack for countless thousands of neophyte acid trippers.
On June 16th, 1967, the band released a Syd Barrett composed single called "See Emily Play", which found moderate chart success in the U.K. The song became the center of some dissatisfaction among fans however, when Pink Floyd refused to perform it in concert.
Barrett's fading sanity, eroded by his passion for LSD, soon began to take its toll. His indulgence in hallucinogenic drugs exacerbated his problems and he often proved near-comatose on-stage and incoherent with interviewers. A third single, 'Apples And Oranges', enthralled but jarred in equal measures, while further recordings, 'Vegetable Man' and 'Scream Thy Last Scream', were deemed unsuitable for release. His colleagues, fearful for their friend and sensing a possible end to the band, brought Dave Gilmour into the line-up in February 1968. Plans for Barrett to maintain a backroom role, writing for the group but not touring, came to naught and his departure was announced the following April. He subsequently followed with a short-lived, solo career.
Now without their principle songwriter, the re-aligned Pink Floyd completed their second album, "Saucerful Of Secrets". It featured one Barrett original, the harrowing 'Jugband Blues', as well as two songs destined to become an integral part of their live concerts, the title track itself and 'Set The Controls For The Heart Of The Sun'. Although the album sold well, both singles flopped.
Each successive album, supported by regular concert tours built Pink Floyd's stature and broadened their epic ambition. The release of "Dark Side of the Moon" in 1973 was a thunderclap across all of pop music. A tour-de-force of production, arrangement, song-writing and timing, Dark Side rose to #1 on the Billboard chart and stayed there for the next 12 years, carving Pink Floyd a legend that remains untouched to date and will likely remain indefinitely.
But what do you do after you conquer the world? The albums "Wish You Were Here" and "Animals", sold millions of records and were supported by record-breaking, over-the-top tours. But it wasn't until "The Wall", Roger Waters dismal vision of modern life and alienation, that Pink Floyd would again break new ground. Waters' influence, though darker and more earth-bound, also yielded material better suited to the singles format; "Another Brick In The Wall" became a #1 hit single in both the US and UK. The touring production for The Wall involved the construction of a huge wall between the band and the audience during the show and remains to this day one of the most ambitious road shows ever toured.
Such success did nothing to ease Pink Floyd's internal hostility. Long-standing feuds between Waters and Wright - the latter almost left the group with Barrett - resulted in the bass player demanding Wright's departure. He left in 1979. By the early 80s, relations within the band had not improved. Friction over financial matters and composing credits tore at the heart of the band. 'Because we haven't finished with each other yet,' was Mason's caustic reply to a question as to why Pink Floyd were still together and, to the surprise of many, another album did appear in 1983. "The Final Cut" was a stark, humourless set which Waters totally dominated. It comprised songs written for The Wall, but rejected by the group. Mason's contributions were negligible, Gilmour showed little interest - eventually asking that his production credit be removed - and Pink Floyd's fragmentation was evident to all. One single, 'Not Now John', did reach the UK Top 30, but by the end of the year, knives were drawn and an acrimonious parting ensued.
In 1987, Mason and Gilmour decided to resume work together under the Pink Floyd banner; Rick Wright also returned, albeit as a salaried member. Waters instigated an injunction, which was over-ruled, allowing temporary use of the 'Pink Floyd' name.
The cryptically titled "A Momentary Lapse Of Reason", although tentative in places, sounded more like a Pink Floyd album than its sombre predecessor. The band relied heavily on session musicians, including Phil Manzanera of Roxy Music. A massive world tour began in September that year, culminating 12 months and 200 concerts later. A live set, "Delicate Sound Of Thunder", followed in its wake but, more importantly, the rigours of touring rekindled Wright and Mason's confidence.
Meanwhile, Waters led a new band in an extravagant adaptation of "The Wall", performed live on the remains of the Berlin Wall in 1990. Despite international television coverage, the show failed to re-ignite his fortunes.
In 1994, his former colleagues released "The Division Bell", an accomplished set which may yet enter the Pink Floyd lexicon as one of their finest achievements. 'It sounds more like a genuine Pink Floyd album than anything since Wish You Were Here', Gilmour later stated, much to the relief of fans, critics and the group themselves. With Wright a full-time member again and Mason on sparkling form, the group embarked on another lengthy tour, judiciously balancing old and new material. The group also showcased their most spectacular lightshow to date during these performances.
Critical praise was effusive, confirming the group had survived the loss of yet another nominally 'crucial' member. The album, "Pulse" cashed in on the success of the tours and was a perfectly recorded live album. The packaging featured a flashing LED, which was supposed to last (in flashing mode) for 6 months. The legacy of those 'faceless' record sleeves is irrefutable; Pink Floyd's music is somehow greater than the individuals creating it.
Into the new century, Pink Floyd, although not officially disbanded, had not been heard from in quite a while. Los Angeles-based radio station KLOS reported in January of 2000, that "rumour has it that David Gilmour is working on assembling the players for a Pink Floyd tour." No source or supporting evidence for this rumour was cited.
In contrast, David Gilmour has stated in interviews that Pink Floyd remains currently inactive. He says that he regularly records loose musical ideas, and that the ideas will probably eventually become an album. He hasn't decided whether it will be a Pink Floyd album or a David Gilmour solo album, nor when work on it will begin.
The credible nature of the band's denials, and the lack of any credible supporting evidence to the contrary, suggests that rumours of Pink Floyd recording or touring must continue to be taken with a healthy dose of salt.


Pink Floyd

#12 by nopsteve (124.120.153.64) At 2008-03-19 11:05,
load jave before playconfused smile
#11 by zhxel (125.25.182.172) At 2008-03-13 20:27,
#10 by zhxel (125.25.182.172) At 2008-03-13 20:21,
ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูล
#9 by (58.64.41.56) At 2008-03-02 16:01,
อยากรู้ว่าเค้าเล่ยเปียโนหรือป่าว ตอนมาแสดงที่ภูเก็ต
ตอบด้วยนะคะ--ขอบคุณมากๆๆๆๆ big smile
#8 by พิม (61.7.165.39) At 2008-01-08 14:19,
เห็นด้วยค่ะ Kenny G. ออกแนวตลาดมากๆ แต่ก็ฟังง่ายดี รู้จักครั้งแรกเมื่อได้ฟัง Song Bird (เกือบ 20 ปี มาแล้ว) ได้ยินทีแรกก็สะดุดเลย เพลงอะไรจะหวานปานนั้น แล้วก็ติดตามผลงานมาอีกหลายชุด เดี๋ยวนี้เลิกตามแล้ว เพราะรู้สึกพี่แกออกแนวโหลๆ แล้ว นานๆ ก็หยิบชุดเก่ามาฟังที ก็ยังเพราะเหมือนเดิม ที่จริงชอบทรงผมพี่แกด้วยแหล่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นชายแท้หรือปล่าว อิอิ
#7 by 52X (125.26.151.224) At 2007-12-19 19:54,
เพราะดี confused smile
#6 by adsense (58.8.26.49) At 2007-11-25 00:47,
อยากฟังเพลงของkennygมากเลยอ่า
#5 by 123 (203.147.53.68) At 2007-08-29 14:24,
ชอบkennygมากเลย
#4 by kenny g (203.147.53.68) At 2007-08-29 14:22,
คิดถึง
ตู่
มากเลย
จากเพื่อนห้องเดียวกัน
ตอนม.3
นะ
รักนะตู่นะ
#3 by m (61.7.241.30 /61.7.241.30, 61.7.241.30) At 2007-05-17 18:05,
ขอบคุณครับ

นึกว่ารัฐเดียวกัน แฮ่ๆ
#2 by Remember The Eighties At 2007-02-26 08:49,
รัฐที่เกิดนั่น สะกดผิดนะคะ Washington กับ กรุง Washington D.C. ที่เป็นเมืองหลวงนี่คนละฝั่งทวีปกันเลยค่ะ ถ้าเกิดที่ Seattle นี่ก็รัฐ Washington ค่ะ แต่ถ้ามี D.C. ตามคือเมืองหลวงนะคะ
#1 by kurumi At 2007-02-25 17:12,