2006/Jan/31

เมื่อพูดถึงKate Bush คนไทยยุคปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ หรือว่าอาจจะเป้นที่รู้จักในกลุ่มเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงคนฟังเพลงในยุค80ในอังกฤษ ถ้าใครไม่รู้จักKate Bushก็ถือว่า "เชย"

Kate Bush หรือCatherine Bushเกิดเมื่อปีคศ.1958 วันที่30 เดือนกรกฏาคม ที่Boxleyheath เมืองKent ประเทศอังกฤษ สนใจในการแต่งเพลง,แต่งกวี,และการเต้น มาตั้งแต่เด็ก และหลังจากนั้นก็ได้ไปเรียนด้านนี้โดยตรง หลังจากนั้นได้ไปทำเดโมเทปส่งไปให้ David Gilmour ซึ่งเป็นมือกีต้าร์ของ Pink Floyd ซึ่งเป็นญาติกับครอบรัวของเธอ และได้รับความสนใจจากDavid อย่างมาก ในที่สุด Kate Bush ก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายEMI เมื่ออายุได้17-18ปี ตามคำReccommend ของ David

ผลงานสร้างชื่อของเธอชิ้นแรกคือเพลง Wuthering Heights ซึ่งเป็นเพลงที่นำชื่อมาจากนิยาย ของ เอมิลี่ บรอนเต ซึ่งก็ติดหูคนฟังได้ทั่วประเทศอังกฤษเลยทีเดียว เนื่องจากเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์คือเสียงสูง ออกจะหลอนๆ เนื้อหาที่มีความคล้องจองเป็นบทกลอน ดนตรีที่ดี และMusic Videoที่น่าสนใจ คือ เพลงนี้เธอจะเต้นลีลาศประมาณนั้นอ่ะ แล้วก็ต้องทำหน้าหลอนๆตามประสาเธอประมาณนั้น ด้วยความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครของเพลงนี้ ทำให้เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ1ของ UK Chartทันที หลังจากนั้น อัลบั้มแรกThe Kick Inside ที่ออกมาในปี1979 หลังจากซิงเกิ้ล Wuthering Heights ออกมาไม่นาน ชุดนี้Kate Bushแต่งเพลงเองหมด และเล่นเปียโนกับคียบอร์ด อัลบั้มชุดนี้ติดอันดับสามใน UK Chart และขายไปได้ล้านชุดในอังกฤษ

ในปีเดียวกันนั้น หลังจากความสำเร็จจากชุดKick Inside EMIก็สั่งให้เธอทำอัลบั้มใหม่ทันที และอัลบั้มชุดต่อมา Lionheart ก็ออกวางแผง แต่อัลบั้มชุดนี้ถือว่าเป้นอัลบั้มที่Kate Bushพูดได้ว่า "เป็นอัลบั้มที่เธอไม่พอใจกับมันเลย" เพราะเป็นอัลบั้มที่ทำออกมาเร็วเกินไปในปีเดียวกัน พูดง่ายๆคืออาศัยแรงส่งจากKick Insideนั่นเอง อัลบั้มชุดนี้ขึ้นอันดับสูงสุดใน UK Chart ก็คือ อันดับ6

ในปี1980 Kate Bushกลับมาอีกครั้ง กับเพลง Babooshka ซึ่งเป็นเพลงที่2 ที่ติด Top 5 ใน Uk Chart และก็ส่งผลให้อัลบั้มใหม่ Never For Ever ขึ้นถึงอันดับ1 ทันที ในUK Chart อัลบั้มชุดนี้วางขายในปี1980 เดือนกันยายน และหลังจากนั้นอัลบั้มชุดที่4 The Dreaming ก็ออกมาในปี1982 ติดอันดับสามใน UK Chart แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าThe Kick Inside และ Never For Ever และก็ไม่ได้รับคำวิจาณ์ที่ดีจากนักวิจารณ์เท่าไหร่นัก หลังจากนั้นKate Bush ก็พักยาว และตั้งโฮมสตูดิโอเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะเป็นอิสระจากค่ายเพลงที่เธอคิดว่าทำให้เพลงของเธอไม่เป้นตัวเธอเองอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจากหายไปวงการเพลง3ปี หลังจากอัลบั้มชุด The Dreaming Kate Bush ก็ออกซิงเกิ้ลใหม่ที่มีชื่อว่า "Running Up That Hill," ในปี1985 เดือนสิงหา ซิงเกิ้ลนี้ขึ้นถึงอันดับ3ใน Uk Chart และกลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากอีกเพลงนึงเลยทีเดียว และซิงเกิ้ลนี่ก็ขายดีอีกด้วย และส่งผลให้อัลบั้ม Hounds Of Love ซึ่งเป้นอัลบั้มแรกที่เธอบันทึกเสียงในโฮมสตูดิโอของตัวเอง ขึ้นถึงอันดับ1ทันทีในUK Chart และได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกจากนักวิจารณ์ว่าผีมือของเธอพัฒนาไปมากและมีความเป้นตัวเธอเองจริงๆ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนเพลง อัลบั้มชุดนี้วางแผงในเดือนกันยาปี1985 และขึ้นถึงอันดับหนึ่งทันทีที่วางแผง ไม่เพียงแค่นั้น เพลง Running Up That Hill ติดอันดับ30 ในบิลบอร์ดชาร์ตของอเมริกา นับว่าเป็นซิงเกิ้ลแรกของเธอที่ได้เข้าไปสู่ตลาดของอเมริกา

พอหลังจากนั้นในปี1987 เธอก็ออกอัลบั้มรวมฮิตที่มีชื่อว่า Whole Story และช่วงนี้เธอก็ได้ร่วมงานกับศิลปินต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Peter Gabriel อดีตนักร้องนำวงGenesis , Midge Ure อดีตสมาชิกวงUltravox และ Visage ,วง Go West และหลังจากนั้นเธอก็ได้รางวัลศิลปินหญิงยอดเยี่ยมของBrit Awards

Kate Bushไม่มีผลงานใหม่ๆออกมาหลังจาก อัลบั้มHounds Of Love เลย แต่ก้มีร่วมงานกับศิลปินบ้างเป้นครั้งคราว ในช่วงนี้เธอก็ซุ่มทำงานเพลงของเธอไปเงียบๆ และในปี1989 อัลบั้มชุดใหม่ที่ห่างหายจากชุดก่อนไปถึง4ปี The Sensual World ก็ออกมา อัลบั้มชุดนี้ขึ้นถึงอันดับสองในUk charts และได้รับการตอบรับจากแฟนๆอย่างดีเช่นเคย (ปีนี้Alan Murphy มือกีต้าร์ที่เล่นให้กับKate Bushมาตั้งแต่ช่วงแรกๆนั้นเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ครับ ก่อนตายเขาเล่นให้กับ Kate Bush,Go West แล้วก็Level 42 อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วในประวัติวงGo West)

4ปีต่อมา Kate Bushออกอัลบั้มใหม่ในปี1993 ที่มีชื่อว่า Red Shoes อัลบั้มชุดนี้ติดอันดับ30 ในชาร์ตอัลบั้มของบิลบอร์ด เป็นอัลบั้มที่ติดอันดับสูงที่สุดในอเมริกาตลอดชีวิตการทำงานของเธอ อัลบั้มชุดนี้ในUK Chartขึ้นสูงสุดคืออันดับ6 แต่อัลบั้มชุดนี้หลายคนเริ่มมองว่า Kate Bush เริ่มหมดมุขแล้ว แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงเช่นเดิม

หลังจากนั้นKate Bushก็ตัดสินใจพักตัวเองจากวงการเพลงยาวถึง12ปี ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวของตัวเองอย่างสงบที่เรดดิ้ง ประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังคงเขียนเพลงอยู่ตลอด และมีบ้างที่ไปร่วมงานกับคนนู้นคนนี้ เช่น Prince เป็นต้น

แต่หลังจากหายไปจากวงการเพลงนานถึง12ปี Kate Bushก็กลับมาอีกครั้งในอัลบั้มที่มีชื่อว่า Aerial ซึ่งทำออกมาเป็นอัลบั้มคู่ มีอยู่16เพลง และทันทีที่วางขาย ทั้งอัลบั้มและซิงเกิ้ลใหม่ King Of The Mountain ที่เป้นเพลงที่เอาเรื่องของElvis Presley และคำRosebud จากหนังตำนาน Citizen Kaneของ Orson Wells มาผสมกัน ก็ขึ้นอันดับที่4 ในUK Chart สำหรับซิงเกิ้ลนี้ ส่วนอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ3


ชุดนี้Kate Bushทำเพลงเองหมด และProducedเองคู่กับ Del Palmer ซึ่งร่วมงานกับเธอมาตั้งแต่ยุคแรกๆแล้ว ชุดนี้แยกออกเป็น2แนวคือ A Sea Of Honey ซึ่งเป็นเพลงตามสไตล์ของเธอคือซับซ้อนและน่าสนใจ และA Sky Of Honey จะเป้นแนวเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของเธอ จะออกเป็นแนวฟังสบายๆ ชุดนี้ได้รับคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์ในแง่บวก ว่าคุ้มค่าสำหรับการรอคอย แต่อาจจะขายยากพอสมควรในยุคนี้
แต่อย่างไรก็ตาม อัลบั้มชุดนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงที่เหนียวแน่นของเธอ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของKate Bush เธอก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงด้วยแนวเพลงที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ถึงบางทีอาจจะเป๋ไปบ้าง หรือ ใช้เวลานานในการทำ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพลงของเธอคือเพลงที่มีคุณภาพจริงๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่า Bjork หรือศิลปินที่ร้องเพลงหลอนๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากเธอ แต่ถึงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก้ตาม
Kate Bush ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของวงการเพลงในยุค80และปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว

รู้หรือไม่ว่า:
-แฟนเพลงของKate Bushกลุ่มหนึ่ง ได้ทำนิตยสารที่เกี่ยวกับเธอโดยเฉพาะ นิตยสารเล่มนี้มีชื่อว่า Homeground ซึ่งทำมาตั้งแต่เริ่มๆยุค90 จนกระทั่งKate Bushหายไปจากวงการเพลงก็ยังคงทำกัน จนปัจจุบันก็ยังคงทำกันอยู่ (น่าจะมีขายเฉพาะกลุ่มในอังกฤษเท่านั้น)

ประวัติของKate Bush บางส่วนได้มาจาก
-allmusic.com ,มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่9-15 ธ.ค. พ.ศ.2548 ปีที่26 ฉบับที่1321 คอลัมน์ดนตรี ของวารี วิไล,และFan Site ของ Kate Bush

อาจจะเขียนได้ไม่ดี ก็ขออภัยด้วยครับ


edit @ 2006/01/31 23:09:08

2005/Oct/23

เมื่อพูดถึงSwing Out Sister คนทั่วไปจะรู้จักในนามของวงJazz สุดเก๋จากประเทศอังกฤษในช่วงปลายปียุค80 ซึ่งก็มีเพลงดีๆมากมาย ด้วยเสียงร้องที่ได้อารมณ์ได้วิญญาณของCorinne Drewery เนื้อหาของเพลงที่มีความเป็นผู้ใหญ่และหลากหลายแต่เข้าถึงได้ง่าย และถึงแม้SOS จะเงียบๆไปบ้างในช่วงหลังๆ แต่โชคดีที่SOSมีแฟนเพลงเหนียวแน่นมากในญี่ปุ่น ทำให้Swing Out Sisterยังคงประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้ และยังคงทำเพลงอยู่เสมอๆ

ซ้ายไปขวา:Andy Connell,Corinne Drewery,Martin Jackson

วงJazzสุดเก๋จากเมืองอังกฤษที่มีชื่อว่า Swing Out sister ฟอร์มวงในปี1985 โดยมีสมาชิกเริ่มแรกคือ มือคียบอร์ด Andy Connell (b.1962) และ มือกลอง/เพอร์คัสชั่นMartin Jackson (b.1958) (ไม่ได้เป็นอะไรกับป๋าสำลีไมเคิ่ล แจ๊กสันนะครับ) ที่เป็นเพื่อนร่วมวงกันมาก่อนในนามวงเล็กๆที่มีชื่อว่า Certain Radio และ Magazine ที่คิดจะตั้งวงดนตรีแนวJazzวงนึง แล้วก็ได้ไปรู้จักกับนักดีไซเนอร์ฝึกหัดอยู่คนนึง นั่นคือ Corinne Drewery (b.1959) ชาวเมืองNottingham และทั้งConnell และ Jackson ก็ประทับใจในน้ำเสียงของCorinne Dreweryอย่างมาก จึงรับเธอเข้าวงไว้ และทำซิงเกิ้ลแรกคือเพลง Blue Mood ซึ่งต่อมาถูกรวมไปอยู่ในอัลบั้มแรกของทางวง It's Better To Travel แต่ซิงเกิ้ลนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ซิงเกิ้ลต่อมาคือ Breakout กลายเป็นซิงเกิ้ลฮิตติดอันดับTop Tenในอังกฤษ และญี่ปุ่น ในปี1986 และในที่สุดอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า It's Better To Travel ก็ออกวางขาย ซึ่งในการทำงานเพลงของวงนี้ Corinne Dreweryจะเป็นคนแต่งเนื้อร้องทั้งหมด และAndy Connell กับ Martin Jackson จะเป็นคนแต่งทำนองและเรียบเรียง ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในอังกฤษและญี่ปุ่น ในอเมริกาก็ถือว่าโอเค ชุดนี้ถือว่าเป็นชุดที่ผมชอบอีกชุดนึงในช่วงยุค80 แนะนำให้ลองหามาฟัง ลองหาซื้อที่ร้านโดเรมีที่สยาม น่าจะมีเหลืออยู่ ชุดนี้มีเพลงฮิตติดTop 40 อย่าง Breakout,Twilight World,Surrender และ Fooled By A Smile อัลบั้มชุดนี้โปรดิวซ์โดย Paul O'Duffy ที่เป็นบุคคลที่ปิดทองหลังพระให้กับวงมาโดยตลอด และมีส่วนในการเรียบเรียงเพลงอีกด้วย จนเหมือนเป็นสมาชิกของวงอีกคนนึง

Corinne และ Paul O Duffy


ต่อมาSOS (ขอเรียกย่อๆ) ก็กลายเป็นวงดูโอไป เมื่อ Martin Jacksonตัดสินใจออกจากวงไป แต่ก็ยังมีส่วนในการทำเบื้องหลังและทำโปรแกรมกลองในอัลบั้มชุดต่อมาของทางวงที่มีชื่
อว่า Kaleidoscope World ในปี1989 ที่โปรดิวซ์โดย Paul O Duffy เช่นเดิม ซึ่งอัลบั้มชุดนี้จะมีความเป็นพ็อพยุค60 และมีความเป็นJazzมากขึ้นเช่นกัน และอัลบั้มชุดนี้ก็ได้ Jimmy Webbมาเรียบเรียงและควบคุมวงออเครสตร้าในวงอีกด้วย อัลบั้มชุดนี้มีเพลงฮิตอย่าง You On My Mind,Where In The World,Forever Blue และ Waiting Game อัลบั้มประสบความสำเร็จไม่เท่าชุดแรก แต่ก็ถือว่าสามารถรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้ ชุดนี้ผมฟังแล้วก็ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ดีอีกชุดนึง ลองหาซื้อที่ร้านโดเรมีที่สยาม น่าจะมีเหลืออยู่เช่นกัน เพราะอัลบั้มของSwing Out Sisterช่วงแรกๆจะหาได้ไม่ยากมากนัก อัลบั้มชุดนี้ก็ดังมากในญี่ปุ่นเช่นเคย และด้วยความสำเร็จจากทั้งสองอัลบั้มในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดอัลบั้มพิเศษที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นคือ Another Non-Stop sister ในปี1989 และ Swing3 ในปี1990 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มีเพลงรีมิกซ์และเพลงหน้าบีและหายากเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนเพลงในญี่ปุ่น (เมืองไทยไม่มีขายครับ ผมก้ยังไม่มีเลย) แต่ช่วงนี้SOS ไม่มีผลงานใหม่ๆออกมาเลย และMartin Jacksonก็ตัดสินใจออกจากวงไปอย่างถาวร(ปัจจุบันพี่แกหายสาบสูญไปเลย) ทำให้ หน้าที่ในการทำเพลงกลายเป็นแบบนี้ครับ

Corinne Drewery ร้องนำ/แต่งเนื้อร้อง Andy Connell คียบอร์ด/ร้องประสาน/แต่งทำนองและเรียบเรียง Paul O Duffy โปรดิวซ์/โปรแกรมดนตรี/เรียบเรียง

ในปี1992 SOSกลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Get In Touch With Yourself และมีเพลงฮิตอย่าง Am I The Same Girl ซึ่งเป็นเพลงเก่าของBarbara Ackin ศิลปินในยุค60 และเป็นเพลงฮิตในยุคนั้น ซึ่งในเวอร์ชั่นของSOSฮิตมากในญี่ปุ่น ทำให้ช่วงนั้น Swing Out Sisterกลายเป็นขวัญใจของชาวญี่ปุ่นไปเลยด้วยซ้ำ แต่ในอังกฤษและอเมริกาก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีแฟนเพลงเหนียวแน่น ชุดนี้โปรดิวซ์โดย Paul O Duffy เช่นเดิม แต่Swing Out Sisterจะมีส่วนในการโปรดิวซ์มากขึ้น อัลบั้มชุดนี้มีเพลงฮิตอย่าง Am I The Same Girl,Get In Touch With Yourself และ Notgonnachange (สองเพลงหลังสุดเป็นเพลงใหม่นะครับ ไม่ใช่เพลงCover) โดยการทำเนื้อร้องทำนองรับผิดชอบโดยสามทหารเสือ อย่างCorinne/Andy และ Paul อย่างที่ผมพูดไปแล้ว เอ้อ สำหรับเพลง Notgonnachange จะมีอยู่2เวอร์ชั่นคือ ในอัลบั้มเพลงจะออกมาเรียบๆ แต่พอตัดเป็นซิงเกิ้ลจังหวะจะกระฉึกกระฉักกว่านี้ครับ สำหรับชุดนี้ ปัจจุบันค่อนข้างหายาก เคยมีในCD Warehouseที่Emporium แต่รู้สึกหมดไปแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมากอีกชุดหนึ่ง

ในปีนี้ทางวงก็ออกอัลบั้มที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นอย่าง Swing Out Singlesซึ่งเป็นอัลบั้มที่รวมเพลงฮิตเอามามิกซ์ใหม่ และอัลบั้มแสดงสดอย่าง Live at The Jazz Cafe

อัลบั้มชุดที่4ของวง Living Return ออกวางขายในปี1994 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ชุดนี้ก็มีเพลงฮิตอย่าง La La La Means I Love You ซึ่งเป็นเพลงเก่าในยุค60เช่นเดิม ที่ทางวงเอามาร้องใหม่ (จะเห็นได้ชัดว่า ดนตรีแนวยุค60จะมีอิทธิพลกับวงนี้มาก) และเพลงนี้ก็ยังนำไปประกอบหนังเรื่อง Four Wedding And A Funeral หนังตลกโรแมนติก(มั้ง!)ที่นำแสดงโดยHugh Grantแสดงอีกด้วย อัลบั้มชุดนี้หายากมากในเมืองไทย และผมว่าชุดนี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าชุดแรกๆเท่าไหร่ อัลบั้มชุดนี้ เป็นชุดแรกและชุดเดียวที่Paul O Duffyไม่ได้Producedให้ แต่เป็นRay Hayden ที่เป็นคนโปรดิวซ์ให้แทน

ในปี1996 Swing Out Sister ออกชุดรวมฮิต และมีเพลงใหม่อย่าง Heaven Only Knowsซึ่งเป็นเพลงที่ผมว่าเพราะอีกเพลงนึงล่ะครับ ในปีนี้ก็มีอัลบั้มที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นอย่าง Big Elsewhere ซึ่งเป็นอัลบั้มรีมิกซ์ ในปีเดียวกัน

3ชุดหลังๆ อย่าง Shapes And Patterns ในปี1997 Filth And Dreams(ชุดนี้ขายเฉพาะในญี่ปุ่น)ในปี1999 และ Somewhere Deep In The Night ในปี2001 ล้วนออกมาวางขายในแบบเอาใจแฟนเพลงญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีมากในญี่ปุ่น และในอังกฤษและอเมริกาก็ให้การต้อนรับอย่างดีแม้จะเงียบเชียบไปบ้างก็ตาม โดยPaul O Duffyกลับมาโปรดิวซ์และช่วยเรียบเรียงให้กับวงอีกครั้งนึงทั้ง3ชุด Shapes and Pattern เพลงจะออกมาแนวสบายๆ ซึ้งๆ หม่นๆแต่ก็มีเพลงเร็วบ้างพอสมควร Filth and Dreams ไม่สามารถอธิบายได้เพราะผมไม่มีชุดนี้ และSomewhere Deep In The Nightนี่ไม่มีเพลงสนุกๆเลยครับ ออกจะเป็นช้าๆ เศร้าๆ หลอนๆ แต่ซึ้งใจ 3ชุดนี้ค่อนข้างหายากในเมืองไทย แต่Filth And Dreams คงต้องไปซื้อที่ญี่ปุ่นอ่ะครับ สองชุดที่เหลือยังพอหลุดมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะชอบอัลบั้มในช่วงแรกยุคแรกๆมากกว่า เพราะเพลงมันค่อนข้างจะคึกคักและเก๋ไก๋กว่าช่วงหลังๆ ในปี1999 Swing Out Sisterตั้งค่ายเพลงเล็กๆที่มีชื่อว่า VIVO ออกมาในช่วงสั้นๆแล้วก็เงียบไปแล้ว

อัลบั้มชุดล่าสุดของ Swing Out Sisterคือ Where Our Love Grows ที่ออกมาในปี2004 ที่ตอนแรกทำท่าว่าจะไม่ได้ออกวางขายในเมืองไทยแล้ว กะว่าชุดนี้จะขายในญี่ปุ่นอย่างเดียว แต่ต่อมาก็วางขายทั่วโลก แต่ในเมืองไทยค่อนข้างใจหายใจคว่ำทีเดียว แหะๆ ชุดนี้มีเพลงที่คนพอจะคุ้นๆอยู่บ้างอย่าง Love Won't Let You Down,Where Our Love Grows และ Let The Star Shine ชุดนี้จะออกมาในแนว60s ชัดๆ และจะคล้ายๆชุด Somewhere Deep In The Night คือไม่มีเพลงเร็ว แต่ค่อนข้างจะคึกคักเล็กน้อยกว่าชุดที่แล้ว แต่ก็ไม่ดีเท่า ชุดนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ก็ไม่คาดหวังมากนัก ฟังเรื่อยๆก็เพลิน เกือบลืมไป ทุกชุดในอัลบั้มนั้นนอกจากจะมีเพลงร้องแล้วยังมีเพลงบรรเลง และเพลงที่มีแต่เสียงของCorinne Improvise แบบ"ปาดั๊บปาดั๊บปาดั๊บ อะไรพวกนี้ แล้วAndy กับPaul O Duffy พร้อมกับพวกนักร้องประสานเสียงก็จะประสานแบบEnsemble ประมาณนั้น

ปีนี้SOSมีอัลบั้มออกมาอีกชุดคือ Live In Tokyoมีขายในเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น (เศร้าใจจัง) และขณะนี้ทางวงก็ยังออกทัวร์อยู่บ้างทั่วโลก (ไม่ยักมาโผล่เมืองไทย) และในขณะนี้ก็กำลังคิดแผนที่จะทำอัลบั้มใหม่อยู่อีกด้วย โดยCorinneพูดแบบไม่ชัวร์เท่าไหร่ว่า น่าจะทำเสร็จและวางขายในช่วงท้ายๆปีหน้าแน่นอน

ปล.ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจาก allmusic.com, http://www.swingoutsister.com, http://www.asterion.se/sos และเว็บFansiteต่างๆของทางวง

เพิ่มเติมข้อมูล ความคิดเห็นที่สำคัญๆโดยกระผมเอง ถ้าผมเขียนไม่ดีเท่าที่ควรหรือผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ ขอรับรองว่าข้อมูลเป็นจริงทุกประการ

และขอขอบคุณนักท่องเว็บทั้งหลาย ที่มาเยี่ยมชมเว็บนี้และติชมมาโดยตลอดครับผม ขอบคุณเจ้าของร้านเทปทั้งหลายเช่นร้านโดเรมีที่สยาม Dj Siamที่สยาม R2 ที่คลองถมซีคอน และพหลโยธินเพลส และร้านเมนูเพลงที่บางกะปิ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลดีๆหลายๆอย่างให้กับผมทั้งเรื่องทั่วไปและเรื่องเพลง และทำให้ผมได้ซื้อCDของวงนี้ด้วยครับ (แหล่งซื้อสำคัญเลยของผมอ่ะ) ขอบคุณคนที่นำเทปหรือไม่ก็ซีดีของเพลงยุค80ไปขายที่ร้านเทปมือสองแล้วผมบังเอิญไปเจอ
เข้า ทำให้ผมได้ซื้อในราคาที่ถูกลง และทำให้ได้รู้จักเพลงแนวนี้มากขึ้น

2005/Oct/20


ซ้ายไปขวา:Nick Heyward.Phil SmithBlair Cunningham,Les Lemes,Mark Fox,Graham Jones
ในช่วงเริ่มยุคๆ80นั้น ในวงการเพลงของเกาะอังกฤษ ได้เกิดวงดนตรีม้ามืดวงนึงที่แม้จะมีระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่ก็มีชื่อเสียงมากในวงการเพลงอังกฤษ และยังเป็นที่จดของคนในยุค80จนกระทั่งปัจจุบัน ถึงแม้ว่าวงนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของชาวไทยมากนักก็ตาม วงนี้มีชื่อว่า Haircut 100 ครับ

วงนี้ตั้งวงในปี1980 โดยมีสมาชิกดังนี้ครับ นักร้องนำและกีต้าร์ Nick Heyward มือเบส Les Lemes มือกีต้าร์ Graham Jones ในเวลาต่อมา มือกลอง Blair Cunningham มือแซกโซโฟน Phil Smith และนักเพอร์คัสชั่นนิส/ร้องประสาน Mark Fox ก็เข้ามาร่วมวง และได้มาเซ็นสัญญากับ ค่ายArista Records และได้Producerชื่อดังอย่าง Bob Sargeant มาช่วยทางวงทำอัลบั้ม

หน้าปกอัลบั้มPelican West

แถวบน จากซ้ายไปขวา Graham Jones,Blair Cunningham,Mark Foxแถวล่าง จากซ้ายไปขวา Les Lemes,Nick Heyward,Phil Smith

ในปี1981 ซิงเกิ้ลแรกของวง "Favourite Shirts (Boy Meets Girl)" ขึ้นถึงอันดับ4ในUK Chart และเพลงนี้กับวงHaircut 100 ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงในอังกฤษมากขึ้น โดยเพลงนี้จะมีลักษณะคล้ายๆเพลง Chant.No1 ของSpandau Ballet แต่เพลงนี้จะมีความเร็วและเร้าใจมากกว่า เสียงกีต้าร์และเสียงเบสที่วนไปวนมาแบบFunky และเสียงPercussion ที่เร้าใจ และการนำเครื่องเป่ามาผสมผสาน แถมช่วงๆท้ายมีแร็พอีกด้วย (ลองหามาฟังดุครับ สนุกมาก) และเมื่ออัลบั้มแรกของทางวงที่มีชื่อว่า Pelican West ออกวางขายในต้นปี1982 ก็กลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีชุดนึงในช่วงนั้นเลยทีเดียว ด้วยดนตรีที่ออกแนว Pop-Funkสนุกสนาน ทำนองที่ติดหูและไพเราะ แนวเพลงที่ฟังสบายๆไม่เครียดเนื้อหาที่มองโลกในแง่ดี และฟังได้ทุกเพศทุกวัย เข้าถึงได้ง่าย และดนตรีที่มีเสน่ห์ ทำให้เป็นที่ชื่นชมของนักวิจารณ์และคนฟังมาก และซิงเกิ้ลต่อมา Love Plus One ก็เป็นเพลงที่ฮิตเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีเพลงฮิตอีกมากมาย โดยในส่วนของอัลบั้ม Nick Heywardจะเป็นคนเขียนเพลงเองหมด ทำให้วงHaircut 100 กลายเป็นขวัญใจของแฟนเพลงในช่วงนั้น ไม่แพ้Duran Duran หรือวงPop Idolอื่นๆเลยทีเดียว

แต่ในปี1983 Nick Heyward ตัดสินใจออกจากวง เพื่อที่จะไปทำอัลบั้มเดี่ยว และMark Fox ก็รับหน้าที่ร้องนำแทน Nick Heyward และรับหน้าที่เป็นมือเพอร์คัสชั่นเข่นเดิม และปีต่อมาอัลบั้มชุดที่2และชุดสุดท้ายของ ทางวงในยุคที่ไร้ Nick Heyward ก็คือ Paint and Paint ก็ออกวางขายในปี1984 โดยยังคงรักษาConceptเดิมไว้เหมือนอัลบั้มชุดที่แล้วเช่นเคย ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าชุดแรก และทางวงไม่สามารถแบกรับความกดดันจากความสำเร็จในชุดที่แล้วได้ จึงตัดสินใจยุบวงไปในปีเดียวกัน หลังจากที่อัลบั้มPaint And Paintออกมาได้ไม่นาน

ตรงกันข้ามกับ Nick Heyward ซึ่งอัลบั้มชุดแรกของเขา ประสบความสำเร็จอย่างสูงไม่แพ้กับอัลบั้มชุดแรกของHaircut 100 เลย เพลงของเขาก็จะคล้ายๆกับHaircut 100 แต่เเนวเพลงจะมีความเป็นผู้ใหญ่และซีเรียสมากขึ้น แต่ต่อมากลางๆยุค80 จนกระทั่งปัจจุบัน เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อก่อน และหันไปทำเบื้องหลังแทน ส่วนสมาชิกในวงHaircut 100 เมื่อแตกวงไปแล้ว ก็ยังยึดอาชีพนักดนตรีอยู่เช่นเดิม

ต่อมาในปี2004 Haircut 100 มารวมตัวกันอีกครั้งโดยมิได้นัดหมายในรายการ VH1 Bands Reunited ซึ่งเป็นรายการที่มีจุดประสงค์เพื่อจะให้วงที่แตกหรือยุบวงไปแล้ว กลับมาแสดงคอนเสิร์ตรำลึกถึงความหลังเก่าๆ เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และทางรายการก็จะพยายามรวบรวมข่าวสารและที่อยู่ของสมาชิกในวงต่างๆ ว่าเขาอยู่ที่ไหนกันบ้าง แล้วก็จะไปติดต่อเขาทีละคนๆโดยที่เขาไม่รู้เรื่องเลยว่า จะมีรายการมาติดต่อ แล้วก็จะพยายามโน้มน้าวใจให้กลับมารวมวงกันอีกครั้ง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง ในกรณีที่คนในวงทุกคนตกลงที่จะกลับมา ก็จะจัดเป็นแบบฟรีคอนเสิร์ตขึ้น แล้วก็จะแสดงสดสักเพลงสองเพลง แล้วก็เป็นอันจบรายการ ประมาณนั้น ซึ่งทางรายการก็สามารถเรียกให้วงHaircut 100กลับมารวมตัวกันได้สำเร็จ และเมื่อถึงงานแสดงสด วงHaircut ในวัย40อัพก็ยังคงรักษามาตรฐานได้เอาไว้เช่นเคย และร้องสดสองเพลงคือ Love Plus One กับ Favourite Shirts (Boy Meets Girl) ทั้งสองเพลงนี้ Nick Heywardกลับมาร้องนำอีกครั้งหลังจากห่างหายกันทั้งวงไปนานถึง20กว่าปี และก็ไม่ทำให้แฟนเพลงต้องผิดหวัง เมื่องานนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี.


ซ้ายไปขวา:Phil Smith,คนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกของวงครับ ไม่รู้ว่าใครจริงๆ,Graham Jones,Nick Heyward,Blair Cunningham,Les Lemes,Graham Jones

สำหรับคนที่สนใจอยากลองฟังวงนี้ ถ้าจะหาซื้อในเมืองไทย ขอพูดเลยว่าหายากมาก ผมก็ยังไม่มีเลย ลองไปโหลดในKazaaดูมีแน่นอนครับ ทั้งของHaircut 100 และอัลบั้มเดี่ยวของNick Heyward

ข้อมูลทั้งหมดหามาจาก allmusic.com haircut100.net และค้นคว้าและเพิ่มเติมข้อมูลโดยผมเอง


edit @ 2005/10/20 21:16:32